หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) ภายใต้ EU Environmental Omnibus

วันที่นำเข้าข้อมูล 30 ก.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 ก.ค. 2569

| 62 view

ปัจจุบัน การขยายตัวของการบริโภคส่งผลให้ปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศต้องเผชิญความท้าทายด้านการจัดการของเสียและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทดังกล่าว หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) จึงถูกนำมาใช้เป็นกลไกสำคัญในกำหนดให้ผู้ผลิต(Producer) ร่วมรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิตเพื่อลดปริมาณของเสียและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทว่า ความแตกต่างของข้อกำหนดและแนวปฏิบัติด้าน EPR ในแต่ละประเทศสมาชิกของอียูได้ก่อให้เกิดภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแก่ผู้ประกอบการ ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้เสนอ ‘Environmental Omnibus’ เพื่อมุ่งปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและลดภาระดังกล่าว บทความนี้จึงขอนำเสนอสาระสำคัญของการปรับปรุงข้อกำหนดด้าน EPR ภายใต้ Environmental Omnibus รวมถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

1. หลักการ EPR: กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนของอียู

หลักการ EPR หรือ “หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต” มีพื้นฐานคล้ายกับ “หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle: PPP)” ซึ่งเป็นหลักการที่ขยายขอบเขตความรับผิดชอบของผู้ผลิตให้ครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การออกแบบ การจำหน่าย การรับคืน การรีไซเคิล จนถึงการจัดการเมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานเพื่อลดภาระด้านการจัดการของเสียของภาครัฐและประชาชน หลักการ EPR มี 2 ลักษณะ คือ (1) Voluntary คือ การที่ผู้ผลิตแสดงความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์จากปัญหาขยะโดยสมัครใจ และ (2) Mandatory คือ การที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์จากปัญหาขยะเพราะมีกฎหมายกำหนดไว้

อียูเป็นกลุ่มประเทศแรก ๆ ในโลกที่นำหลักการนี้มาปรับใช้โดยบูรณาการไว้ในกฎหมายหรือนโยบายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Waste Framework Directive, กฎระเบียบPPWR, กฎระเบียบ  EU Battery Regulation, WEEE Directive, และ Single-Use Plastics Directive มาตรการ EPR ที่อียูนำมาใช้มีความหลากหลาย อาทิ การกำหนดให้ผู้ผลิตรับคืนผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้ว (take-back) การรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวม คัดแยก และรีไซเคิลของเสีย การขึ้นทะเบียนและรายงานข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในตลาด ตลอดจนการส่งเสริมการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eco-design) เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (reuse) รีไซเคิล (recycling) หรือใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 2. การปรับปรุงหลักการ EPR ภายใต้ Environmental Omnibus

แม้ว่าหลักการ EPR จะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการจัดการของเสียและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนของอียู แต่การดำเนินการตามหลักการ EPR ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศสมาชิกส่งผลให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในอียูต้องเผชิญภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยคณะกรรมาธิการยุโรปเห็นว่าความแตกต่างดังกล่าวได้กลายเป็น “อุปสรรคที่แท้จริงต่อการดำเนินธุรกิจในตลาดเดียวของอียูและจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้มีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้บริบทดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่ Environmental Omnibus ซึ่งเป็นชุดข้อเสนอแก้ไขกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับลดภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายและเพิ่มประสิทธิภาพของกฎหมาย โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหลักการ EPR ได้เสนอการปรับปรุงที่สำคัญ ได้แก่

  • ระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดการแต่งตั้ง Authorised Representative เพื่อดำเนินการแทนผู้ผลิตในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหลักการ EPR ภายใต้ PPWR, EU Battery Regulation, WEEE Directive, และ SUP Directive จนถึงเดือนมกราคม พ.. 2578
  • แก้ไขบทบัญญัติว่าด้วย EPR ภายใต้ Waste Framework Directive (WFD) เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกันของรอบการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในตลาด รวมถึงข้อมูลการเก็บรวบรวมและการจัดการของเสีย

3. เสียงสะท้อนต่อ Environmental Omnibus

ภายหลังการเผยแพร่ Environmental Omnibus แล้ว องค์กรภาคอุตสาหกรรมและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรป อาทิ European Environmental Bureau (EEB), Recycling Europe และองค์กรอื่น ๆ ได้ออกแถลงการณ์ร่วม[1] เพื่อแสดงความกังวลต่อการระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดการแต่งตั้ง Authorised Representative ภายใต้หลักการ EPR โดยเห็นว่ากลไกดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลให้ผู้ผลิต โดยเฉพาะผู้ผลิตจากประเทศ non-EU ให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการขึ้นทะเบียน การรายงานข้อมูล และข้อกำหนดอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การระงับข้อกำหนดดังกล่าวอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายลดลง กระทบต่อการดำเนินงานของ EPR และทำให้ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องแบกรับต้นทุนมากกว่าผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

องค์กรผู้ลงนามจึงเรียกร้องให้ผู้ร่วมออกกฎหมายแห่งอียู พิจารณายกเลิกข้อเสนอการระงับข้อกำหนดดังกล่าว และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปดำเนินการปรับปรุงข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับหลักการ EPR รวมถึงบทบาทของ Authorised Representative ภายใต้ Circular Economy Act (CEA) ที่กำลังจะมีขึ้น โดยเห็นว่าช่วงเวลาก่อนการเสนอ CEA ควรใช้ในการประเมินช่องว่างด้านการบังคับใช้กฎหมายอย่างรอบด้าน เพื่อปรับปรุงและกำหนดบทบาทของ Authorised Representative ให้มีความชัดเจน สอดคล้อง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แทนการลดบทบาทของกลไกดังกล่าวด้วยการระงับข้อกำหนด

4. ก้าวต่อไปของ EPR ภายใต้ Circular Economy Act (CEA)

การปรับปรุงข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับหลัก EPR ภายใต้ Environmental Omnibus ถือเป็นเพียงระยะแรกของการปรับปรุงเท่านั้น โดยในระยะต่อไป คณะกรรมาธิการยุโรปมีแผนดำเนินการปฏิรูประบบ EPR ภายใต้ Circular Economy Act ซึ่งมีกำหนดเสนอในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.. 2569 เพื่อยกระดับความเป็นมาตรฐานเดียวกัน (harmonisation) และส่งเสริมการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงานด้าน EPR ทั่วทั้งอียู ผ่านการจัดตั้งแพลตฟอร์มดิจิทัลส่วนกลางของอียู (single EU-wide central digital platform) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (one-stop shop) สำหรับการให้ข้อมูล การขึ้นทะเบียน และการรายงานข้อมูลภายใต้หลักการ EPR นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปยังมีแผนกำหนดรูปแบบมาตรฐานเดียวกันสำหรับการขึ้นทะเบียนผู้ผลิตภายใต้ Waste Framework Directive เพื่อให้การขึ้นทะเบียนผู้ผลิตและการดำเนินงานด้านEPR มีความสอดคล้องกันมากขึ้นในทุกประเทศสมาชิก

 

บทสรุป

การดำเนินการตามหลักการ EPR ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มิได้หมายถึงการเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ผลิตโดยที่บทบาทของภาครัฐ ผู้บริโภค หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ จะลดลง ตรงกันข้าม ภาครัฐยังคงมีหน้าที่สำคัญในการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน พัฒนากลไกการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ระบบเก็บรวบรวม การคัดแยก และการรีไซเคิลของเสีย ขณะที่ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ต่างมีบทบาทในการร่วมรับผิดชอบต่อการจัดการผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต ดังนั้น การดำเนินการตามหลักการ EPR ที่มีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเชื่อมโยงการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายสู่การเป็นองคาพยพเดียวกัน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ข้อเสนอ Environmental Omnibus ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภายุโรปและคณะมนตรีแห่ง อียูภายใต้กระบวนการนิติบัญญัติซึ่งโดยทั่วไปอาจใช้เวลาประมาณ 18 เดือน (หรือเร็วกว่านั้น) ก่อนที่จะได้รับความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้ในระยะต่อไป

 

-

อ้างอิง:

https://www.freshfields.com/en/our-thinking/blogs/sustainability/the-e-of-esg-environmental-omnibus-published-102ly9k

https://eeb.org/en/library/joint-reaction-to-the-environmental-omnibus-call-to-maintain-authorised-representatives-obligation-for-epr/

https://digital.car.chula.ac.th/cgi/viewcontent.cgi?article=1963&context=cuej

https://www.onep.go.th/epr-กับการแก้ปัญหาสิ่งแวด/

 

[1] Joint Reaction to the Environmental Omnibus: Call to Maintain Authorised Representatives' Obligation for EPR, 9 April 2026.

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ