ความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป

ความสัมพันธ์ไทย-สหภาพยุโรป

วันที่นำเข้าข้อมูล 31 มี.ค. 2563

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 2 มี.ค. 2569

| 402 view

ความสัมพันธ์ไทย – สหภาพยุโรป

 

  • ไทยและสหภาพยุโรป (อียู) สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2505 (ค.ศ. 1962) โดยต่อมาไทยได้ตั้งคณะผู้แทนประจำประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community: EEC) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2505 (ค.ศ. 1962) และอียูได้จัดตั้งคณะผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมาธิการประชาคมยุโรปที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2521 (ค.ศ. 1978) ซึ่งเป็นคณะผู้แทนฯ แห่งแรกของอียูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • อียูเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สำคัญของโลก มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการเมือง ความมั่นคง ค่านิยม และมาตรฐานสากล มีสมาชิกจำนวน 27 ประเทศที่มีนโยบายร่วมกันหลายด้านในทิศทางเดียวกัน จึงมีอิทธิพลและสามารถสร้างแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายของไทยได้ในระดับสูง
  • ปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียูมีพลวัตที่ดี ฝ่ายอียูกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับไทยอย่างเต็มรูปแบบภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปในไทยเมื่อปี 2562 (ค.ศ. 2019) ทั้งนี้ โดยเป็นไปตามมติที่ประชุมคณะมนตรีแห่งอียู ด้านการต่างประเทศ (Foreign Affairs Council: FAC) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2562 (ค.ศ. 2019) ที่ให้เพิ่มพูนความสัมพันธ์กับไทย ซึ่งรวมถึงการสานต่อการเจรจาความตกลงต่าง ๆ ที่คั่งค้าง โดยเฉพาะกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน (Comprehensive Partnership and Cooperation Agreement: PCA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปและรัฐสมาชิก ซึ่งได้เจรจาแล้วเสร็จและมีการลงนามในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียน-อียู สมัยพิเศษ (ASEAN-EU Commemorative Summit) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 (ค.ศ. 2022) และความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ซึ่งเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 (ค.ศ. 2023) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนาย Valdis Dombrovskis รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรปฝ่ายบริหารและคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ในขณะนั้น ได้ร่วมกันแถลงข่าวประกาศรื้อฟื้นการเจรจา FTA ไทย-อียู
  • PCA ไทยและสหภาพยุโรปได้ลงนาม PCA ในห้วงการประชุม ASEAN-EU Commemorative Summit ที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2565 (ค.ศ. 2022) โดยสภายุโรปได้ให้ความเห็นชอบต่อกรอบความตกลง PCA แล้วเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 (ค.ศ. 2023) สำหรับฝ่ายไทยนั้นรัฐสภามีมติเห็นชอบกรอบความตกลง PCA เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2567 (ค.ศ. 2024) ฝ่ายไทยได้มีหนังสือแจ้งฝ่ายอียูว่าได้ดำเนินกระบวนการทางกฎหมายภายในที่จำเป็นเสร็จสิ้นสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทั้งสองฝ่ายสามารถเริ่มดำเนินการตามสาขาความร่วมมือในส่วนที่อยู่ในอำนาจที่อียูมีเหนือรัฐสมาชิกไปพลางก่อน (provisional application) ได้ยกเว้นหัวข้อความร่วมมือด้านภาษีและการคุ้มครองทางการกงสุลซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสมาชิกอียูและต้องรอให้ทุกรัฐสมาชิกอียูให้สัตยาบันต่อกรอบความตกลง PCA เสียก่อน ล่าสุด สองฝ่ายได้จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมไทย-สหภาพยุโรป (Thailand-EU Joint Committee) ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 (ค.ศ. 2025) และจัดการประชุมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Thailand-EU Specialised Working Group on Sustainable Development and Green Transition) ครั้งที่ 1 และการประชุมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาล (Thailand-EU Specialised Working Group on Human Rights and Good Governance) ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม 2568 (ค.ศ. 2025) ที่ผ่านมาตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดเป็นกลไกการหารือภายใต้กรอบความตกลง PCA
  • การเจรจาเขตการค้าเสรี (Free Trade Area: FTA) ภายหลังการประกาศฟื้นการเจรจาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 (ค.ศ. 2023) สองฝ่ายได้หารือกันในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส/หัวหน้าคณะเจรจาเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 (ค.ศ. 2023) ที่ประเทศไทยเพื่อวางแผนการเจรจา และได้เจรจาไปแล้ว 8 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 ที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 18-22 กันยายน 2566 (ค.ศ. 2023) รอบที่ 2 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22-26 มกราคม 2567 (ค.ศ. 2024) รอบที่ 3 ที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อวันที่ 17-21 มิถุนายน 2567 (ค.ศ. 2024) รอบที่ 4 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 25-29 พฤศจิกายน 2567 (ค.ศ. 2024) รอบที่ 5 ที่กรุงบรัสเซลส์ ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 4 เมษายน 2568 (ค.ศ. 2025) รอบที่ 6 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 23 – 27 มิถุนายน 2568 (ค.ศ. 2025) รอบที่ 7 ที่กรุงบรัสเซลส์ ระหว่างวันที่ 29 กันยายน – 3 ตุลาคม 2568 (ค.ศ. 2025) และรอบที่ 8 ที่ จ. เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2569 (ค.ศ. 2026) โดยในชั้นนี้ ได้เจรจาแล้วเสร็จรวม 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท โดยในรอบที่ 8 สามารถสรุปผลได้ในหลักการเพิ่มอีก 3 เรื่อง ได้แก่ (1) มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies) (2) ข้อยกเว้น (Exceptions) และ (3) ถ้อยคำของข้อบทการค้าสินค้า (Trade in Goods) อย่างไรก็ดี มีประเด็นท้าทายในการเจรจา FTA อาทิ (1) การเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ (2) มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (3) ทรัพย์สินทางปัญญาและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ และ (4) พลังงานและวัตถุดิบ เป็นต้น
  • การค้า ภาพรวมในปี 2568 (ค.ศ. 2025) อียูเป็นคู่ค้าที่สำคัญอันดับที่ 4 ของไทย (รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น) มีมูลค่าการค้ากับไทย 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีสัดส่วนการค้ารวมคิดเป็นร้อยละ ประมาณ 66.8% ของการค้าทั้งหมดของไทยกับทั่วโลก โดยไทยส่งออกคิดเป็นมูลค่าโดยประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าคิดเป็นมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้เปรียบดุลการค้ากับสหภาพยุโรป
  • การลงทุน อียูเป็นนักลงทุนรายใหญ่ลำดับ 6 ของไทย (รองจากญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน สหรัฐฯ และอาเซียน) มูลค่าการลงทุนของอียูในไทยประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับไทยมีการลงทุนในอียูประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1) กลุ่มธุรกิจสำคัญของอียูที่ลงทุนในไทย ได้แก่ European Association for Business and Commerce: EABC (บริษัทที่เป็นสมาชิก เช่น Standard Chartered, BMW, Mercedes-Benz, BASF, Moet, Hennessy, Mazars, Bayer) และ Thai European Business Association: TEBA (บริษัทที่เป็นสมาชิก เช่น Continental, DHL, Ducati, Michelin, Bosch) (2) กลุ่มธุรกิจไทยรายสำคัญที่ลงทุนในอียู ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) บริษัท ไทยยูเนี่ยนโฟรเซ่น จำกัด บริษัท ส. ขอนแก่นฟู้ดส์จำกัด (มหาชน) บริษัท บางกอกแรนซ์ จำกัด (มหาชน) กลุ่มโรงแรมเครือดุสิตธานี บริษัท Thai-Pranda Jewelry บริษัทอินโดรามาเวนเจอร์ส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ดั๊บเบิ้ลเอ (1991) จำกัด (มหาชน) บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (MINT) บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) (SCG)
  • ความร่วมมือด้านมาตรฐานการทำประมง อียูประกาศให้ “ใบเหลือง” แก่ไทยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558 (ค.ศ. 2015) เพื่อเตือนให้ไทยแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated: IUU) มิฉะนั้นอาจถูกจัดให้เป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ (non-cooperating third country) และถูกให้ “ใบแดง” ซึ่งจะนำไปสู่การห้ามนำเข้าสินค้าประมงสู่ตลาดอียู ทำให้รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาการทำประมง IUU และปัญหาแรงงานในภาคประมงเป็นวาระแห่งชาติ หลังจากที่ไทยได้ปฏิรูปอุตสาหกรรมประมงโดยได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากอียู อียูจึงได้ประกาศปลดใบเหลืองให้แก่ไทยเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 (ค.ศ. 2019) เพื่อแสดงการยอมรับความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาการทำประมง IUU ของไทยที่มีผลเป็นรูปธรรมและเป็นมาตรฐานสากล โดยที่ผ่านมาสองฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือในการป้องกันการทำประมง IUU ผ่านกลไก Thai-EU Working Group on IUU Fishing ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 8) จัดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2568 (ค.ศ. 2025)
  • ด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ (กรมยุโรป) อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการเพื่อให้มีกลไกการบูรณาการการเตรียมความพร้อมสำหรับมาตรการต่าง ๆ ภายใต้แผนปฏิรูปยุโรปสีเขียว (European Green Deal: EGD) ของอียูในระดับชาติที่เหมาะสม ทั้งนี้ มาตรการสำคัญภายใต้ EGD ที่ภาคเอกชนไทยห่วงกังวลและคาดว่าจะส่งผลกระทบในวงกว้าง อาทิ การปรับค่าคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) กฎหมายสินค้าปลอดการทำลายป่า (Regulation on Deforestation-Free Products: EUDR) กฎหมายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ กฎหมายว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) และกฎหมายว่าด้วยการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสินค้าที่ยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) โดยกระทรวงการต่างประเทศ (กรมยุโรปและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์/คณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป) ได้ร่วมมือกับหน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือในการสนับสนุนการเตรียมพร้อมสำหรับกฎหมายดังกล่าวให้กับเอกชนไทยอย่างทันท่วงทีผ่านการหารือในการประชุมคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสีเขียวไทย-อียู (Thailand-EU Specialised Working Group on Sustainable Development and Green Transition) ภายใต้กรอบความตกลง PCA ซึ่งได้ประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 (ค.ศ. 2025) ตลอดจนการหารือทางเทคนิคกับฝ่ายอียูในระดับต่าง ๆ และการจัดกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้และเสริมสร้างขีดความสามารถให้กับภาคเอกชนไทย
  • ความร่วมมือด้านแรงงาน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 (ค.ศ. 2018) กระทรวงแรงงานของไทยและกระทรวงการจ้างงาน กิจการสังคมและการหลอมรวม (Directorate-General for Employment, Social Affair and Inclusion: DG EMPL) ได้ลงนามในข้อตกลงการบริหารจัดการสำหรับการประชุมหารือด้านแรงงานระหว่างกระทรวงแรงงานแห่งราชอาณาจักรไทยและ DG EMPL (Administrative Arrangement for the Labour Dialogue between the Ministry of Labour of the Kingdom of Thailand and the Directorate-General for Employment, Social Affairs and Inclusion of the European Commission) เพื่อให้การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล แนวปฏิบัติที่ดี ตลอดจนขยายความร่วมมือด้านแรงงานประเด็นอื่น ๆ นอกเหนือจากการต่อต้านการทำประมง IUU ที่ผ่านมา มีการจัดการประชุมระดับสูงแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 (ค.ศ. 2018) ที่กรุงบรัสเซลส์ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2563 (ค.ศ. 2020) ที่กรุงเทพฯ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายน 2566 (ค.ศ. 2023) ที่กรุงบรัสเซลส์ และการประชุมเชิงวิชาการ จำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2561 (ค.ศ. 2018) ที่กรุงบรัสเซลส์ และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2561 (ค.ศ. 2018) ที่กรุงเทพฯ โดยประเด็นที่หารือประกอบด้วยการนำเสนอนโยบายด้านแรงงานของทั้งสองฝ่าย ภาพรวมสถานการณ์แรงงานในอียูและประเทศไทย เช่น การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ เสรีภาพในการสมาคมและการเจรจาต่อรองร่วม การฝึกงานเพื่อยกระดับฝีมือแรงงาน ล่าสุด ทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจะจัดการประชุมหารือด้านแรงงานระดับสูง ครั้งที่ 4 ในระหว่างวันที่ 11-12 มีนาคม 2569 (ค.ศ. 2026) ที่กรุงเทพฯ
  • ด้านมาตรฐานการทำธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน เน้นให้มีการหารือเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คำสั่งการรายงานความยั่งยืนของการประกอบธุรกิจ (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) คำสั่งว่าด้วยการตรวจสอบย้อนกลับธุรกิจอย่างยั่งยืน (Corporate Sustainability Due Diligence Directive: CSDDD) ซึ่งจะกำหนดให้บริษัทในอียูต้องตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลตลอดห่วงโซ่การผลิตของตน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเตรียมความพร้อมภาคธุรกิจไทย
  • ด้านมาตรฐานภาษี ไทยได้เข้าเป็นภาคีในความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการแลกเปลี่ยนรายงานข้อมูลรายประเทศ (Multilateral Competent Authority Agreement on the Exchange of Country-by-Country Reports: CbC MCAA) เพื่อให้ไทยสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลการจัดเก็บภาษี ซึ่งจะทำให้ระบบการจัดเก็บภาษีของไทยโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และป้องกันไม่ให้ไทยถูกขึ้นบัญชีประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือด้านภาษีของอียู
  • ด้านมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไทยร่วมรับรองปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Joint Declaration on Privacy and the Protection of Personal Data) ที่รับรองในการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ณ กรุงปารีส เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 (ค.ศ. 2022) โดยจะขยายผลให้เกิดยกระดับมาตรฐานด้านนี้ของไทยต่อไป
  • ความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนา ที่ผ่านมา อียูยังไม่มีความร่วมมือเพื่อการพัฒนาผ่านกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ อย่างไรก็ดี อียูได้ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นของไทยหลายแห่งเพื่อส่งเสริมศักยภาพของไทยในหลายมิติ อาทิ การพัฒนาเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การส่งเสริมศักยภาพภาครัฐของไทยในการแข่งขันทางการค้า รวมถึงภายใต้กรอบความร่วมมือ SCOPE ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับภูมิภาคในกรอบ ASEAN-EU นอกจากนี้ อียูยังมีโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาในระดับที่เปิดให้ไทยเข้าร่วมได้ อาทิ โครงการ SWITCH-Asia ซึ่งมีเป้าหมายในการสนับสนุนการผลิตและบริโภคที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ประสานงาน การจัดทุนส่งเสริมการศึกษา อบรม วิจัย (Erasmus+) และทุนเพื่อส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม (Horizon Europe) ให้แก่นักศึกษา นักวิจัย และสถาบันการศึกษาและวิจัยทั่วโลก ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหน่วยงานประสานงานหลักของไทย
  • ความร่วมมือในภาคนิติบัญญัติ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้แทนสมาชิกรัฐสภาไทยและคณะผู้แทนสมาชิกสภายุโรป กลุ่มความสัมพันธ์กับประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน ได้ร่วมประชุมในการประชุมระหว่างรัฐสภาไทย-สภายุโรป (Thailand-EU Inter-Parliamentary Meeting: Thailand-EU IPM) ครั้งที่ 13 โดยมี น.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย และนาย Wouter Beke สมาชิกสภายุโรปจากเบลเยียม เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายเบลเยียม ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ความมั่นคงทางอาหาร การแก้ไขพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 ตลอดจนสถานการณ์ในภูมิภาค และการผลักดันการยกเว้นการตรวจลงตราวีซ่าเชงเก้นให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทย ความร่วมมือด้าน AI ดิจิทัลและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว