กฎระเบียบว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับของอียู (Forced Labour Regulation): คณะกรรมาธิการยุโรปเผยแพร่แนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ

วันที่นำเข้าข้อมูล 30 ก.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 ก.ค. 2569

| 99 view

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เผยแพร่ “แนวปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับของอียู (EU Forced Labour Regulation guidelines)[1]” เพื่อให้แนวทางแก่ผู้ประกอบการในการดำเนินกระบวนการตรวจสอบสถานะ (due diligence) และการปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว โดยบทความนี้นำเสนอสาระสำคัญครอบคลุมแนวทางการตรวจสอบสถานะ การประเมินความเสี่ยง และมาตรการป้องกันและเยียวยาภายใต้กฎระเบียบดังกล่าว ก่อนจะบังคับใช้ในวันที่ 14 ธันวาคม 2570 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

 

1. แนวปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับของอียู: วัตถุประสงค์และหลักการสำคัญ

แนวปฏิบัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการดำเนินกระบวนการตรวจสอบสถานะ (due diligence) เพื่อระบุ ป้องกัน บรรเทา และเยียวยาความเสี่ยงด้านการใช้แรงงานบังคับ (forced labour) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยจัดทำขึ้นบนพื้นฐานของกรอบการตรวจสอบสถานะของ OECD และใช้แนวทางการประเมินตามความเสี่ยง (risk-based approach) ที่เหมาะสมกับขนาด บริบท และลักษณะการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวยังถือเป็นพื้นฐานสำหรับการจัดทำแนวปฏิบัติภายใต้ข้อกำหนดการตรวจสอบย้อนกลับธุรกิจ (CSDDD) ในอนาคต เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจบูรณาการกระบวนการตรวจสอบสถานะการใช้แรงงานในการดำเนินงาน และลดความเสี่ยงในห่วงโซ่มูลค่า

อนึ่ง คณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่สามารถเผยแพร่ฐานข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัททราบเกี่ยวกับพื้นที่และสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงพร้อมกับแนวปฏิบัตินี้ได้ตามกำหนด ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะมีความอ่อนไหวทางการเมืองจากการแบ่งกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการใช้แรงงานบังคับ

 

2. ข้อกำหนดสำคัญของแนวปฏิบัติภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับของอียูได้แก่

      2.1 ภาครัฐเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอาทิ หน่วยงานด้านศุลกากร (Customs) ในการกำกับดูแลการนำเข้า – ส่งออกสินค้า และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืน โดยกำหนดให้มีสัดส่วนค่าปรับที่เหมาะสมกับความผิด

      2.2 ผู้ประกอบการต้องกำหนดให้ประเด็นด้านการใช้แรงงานบังคับเข้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายองค์กรและการบริหารความเสี่ยง โดยนโยบายในประเด็นด้านแรงงานบังคับของบริษัทจะต้องแสดงถึงเจตนารมณ์ในการยึดมั่นต่อหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รวมถึงมาตรฐานระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ พร้อมกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงาน บริษัทในเครือ และคู่ค้าทางธุรกิจอย่างชัดเจน 

      2.3 ผู้ประกอบการต้องจัดให้มีการกำกับดูแลภายในอย่างเหมาะสม โดยกำหนดบทบาทและมอบหมายความรับผิดชอบให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย และฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฯลฯ พร้อมให้มีการกำกับดูแลโดยผู้บริหารระดับสูงหรือคณะกรรมการบริษัท

      2.4 ผู้ประกอบการต้องเผยแพร่นโยบายด้านการใช้แรงงานบังคับต่อสาธารณะ สื่อสารให้บุคลากรและคู่ค้าทางธุรกิจรับทราบ พร้อมระบุข้อกำหนดไว้ในประมวลจรรยาบรรณและข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับคู่ค้า

      2.5 SMEs คณะกรรมาธิการยุโรปแนะนำให้ใช้มาตรการที่เหมาะสมกับศักยภาพของกิจการ อาทิ การใช้แบบสัญญามาตรฐานของสมาคมอุตสาหกรรม ฐานข้อมูลความเสี่ยงด้านแรงงานบังคับของอียู และมอบหมายบุคลากรภายในที่มีประสบการณ์รับผิดชอบการกำกับดูแล

 

3. การระบุและการประเมินความเสี่ยง (Risk Identification and Assessment)

      แนวปฏิบัตินี้แนะนำให้ผู้ประกอบการใช้วิธีการประเมินความเสี่ยงแบบสองขั้น (two-tiered assessment methodology) ดังนี้

      3.1 ขั้นแรก: การประเมินเบื้องต้น ผู้ประกอบการต้องประเมินในเชิงภาพรวมเพื่อระบุความเสี่ยงด้านการใช้แรงงานบังคับ โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ภาคเศรษฐกิจ และประเภทของสินค้า จากข้อมูลสาธารณะที่เข้าถึงได้ทั่วไป

      3.2 ขั้นสอง: การประเมินเชิงลึก ผู้ประกอบการต้องประเมินความเสี่ยงเชิงลึก (in-depth risk assessment) ต่อคู่ค้าทางธุรกิจและการดำเนินงานของบริษัทที่มีความเสี่ยงต่อการใช้แรงงานบังคับ โดยอาจอาศัยการตรวจสอบเอกสารโดยตรง การตรวจประเมินสถานประกอบการ หรือการสัมภาษณ์ลูกจ้าง

       การบังคับใช้แรงงานโดยรัฐ (state-imposed forced labour) กรณีการบังคับใช้แรงงานโดยรัฐซึ่งไม่สามารถตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวปฏิบัติดังกล่าวกำหนดให้ใช้วิธีการประเมินเฉพาะ โดยอาจอาศัยข้อมูลจากการศึกษาวิจัย รายงานภาคประชาสังคม การวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญ และฐานข้อมูลขององค์การระหว่างประเทศ

 

4. กระบวนการป้องกัน การบรรเทาความเสี่ยง และการเยียวยา

      4.1 การป้องกันและบรรเทาความเสี่ยง เมื่อระบุและประเมินความเสี่ยงแล้ว บริษัทต้องมุ่งเน้นการป้องกันหรือการบรรเทาผลกระทบ โดยจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหา (CAP) ที่กำหนดตัวชี้วัด ระยะเวลาดำเนินการ และผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ แนวปฏิบัติยังแนะนำให้บริษัท (1) ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินธุรกิจหลักของบริษัท อาทิ การปรับรูปแบบการจัดซื้อ การขยายระยะเวลาการผลิต และ (2) ใช้อำนาจต่อรองของบริษัท เพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าทางธุรกิจปรับการดำเนินงานไปในทางที่เหมาะสม ทั้งนี้ ระดับอำนาจต่อรองจะแตกต่างกันไปตามปริมาณการจัดซื้อ สถานะทางการตลาด และเงื่อนไขของสัญญา

      ในกรณีที่ไม่สามารถบรรเทาความเสี่ยงได้ แม้ได้ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมแล้ว บริษัทต้องพิจารณาการยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (responsible disengagement) โดยให้ถือเป็นมาตรการสุดท้าย (last resort) ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อแรงงานและชุมชนในพื้นที่ควบคู่กันไป

      4.2 การเยียวยา หากกรณีตรวจพบว่ามีการใช้แรงงานบังคับเกิดขึ้นจริง บริษัทต้องปฏิบัติตามมาตรการห้ามวางจำหน่ายสินค้าและดำเนินมาตรการเยียวยาโดยทันที โดยการเยียวยาต้องมุ่งฟื้นฟูให้ผู้ได้รับผลกระทบกลับคืนสู่สถานะดังที่เป็นอยู่เดิม อาทิ การคืนเสรีภาพในการเดินทางและการเคลื่อนย้าย การคืนค่าจ้างหรือเอกสารประจำตัวที่ถูกยึดไว้ การฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ และการชดเชยทางการเงิน พร้อมจัดให้มีกลไกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ

      4.3 การบังคับใช้แรงงานโดยรัฐ (state-imposed forced labour) กรณีการบังคับใช้แรงงานโดยรัฐซึ่งไม่มีกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่เป็นอิสระ และภาครัฐไม่ได้ดำเนินการหรือสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามแนวปฏิบัติถือว่าไม่สามารถดำเนินมาตรการเยียวยาได้ ดังนั้น บริษัทควรยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจโดยทันที

 

บทสรุป

การใช้แรงงานบังคับ (forced labour) เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงและเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสวงหาประโยชน์จากแรงงานในลักษณะทาสยุคใหม่ (modern slavery) โดยบุคคลถูกบังคับให้ทำงานและไม่สามารถปฏิเสธหรือออกจากงานได้โดยเสรี ด้วยเหตุนี้ อียูได้ออกกฎระเบียบว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับ[2] ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2567 (.. 2024) พร้อมกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (transition period) เป็นเวลา 3 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้ปรับกระบวนการตรวจสอบสถานะและปรับห่วงโซ่อุปทานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎระเบียบ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงคู่มือ พร้อมทั้งเปิดรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่กฎระเบียบฯจะเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 14 ธันวาคม 2570 (.. 2027) เป็นต้นไป สินค้าใดก็ตามที่ตรวจพบว่าผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนของกระบวนการผลิตจะถูกห้ามมิให้วางจำหน่ายในหรือส่งออกจากอียูอย่างเด็ดขาด

 

อ้างอิง:

- Forefront, “Forced Labour Regulation: guidelines shed light on the due diligence process”

- อ่านแนวปฏิบัติฉบับเต็มได้ทาง

https://webgate.ec.europa.eu/circabc-ewpp/d/d/workspace/SpacesStore/3b159733-6cdf-4f9e-8b30-80580c0679d8/download

 

[1] Commission Notice - Guidelines on the implementation of Regulation (EU) 2024/3015 on prohibiting products made with forced labour on the Union market 

[2] Regulation (EU) 2024/3015 of the European Parliament and of the Council of 27 November 2024 on prohibiting products made with forced labour on the Union market and amending Directive (EU) 2019/1937 

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ