EU Bioeconomy Strategy: จากยุทธศาสตร์สู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

วันที่นำเข้าข้อมูล 30 ก.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 ก.ค. 2569

| 59 view

ปัจจุบัน หลายประเทศกำลังเผชิญความท้าทายจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มขึ้นของปริมาณของเสีย และความจำเป็นในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากภาคเกษตรและทรัพยากรชีวภาพ ภายใต้บริบทดังกล่าว แนวคิด “เศรษฐกิจชีวภาพ” (Bioeconomy) จึงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะกลไกสำคัญในการนำทรัพยากรชีวภาพหมุนเวียนมาสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยสหภาพยุโรป (EU) ได้กำหนดเศรษฐกิจชีวภาพเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน (EU Competitiveness) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร สร้างความมั่นคงด้านชีวมวลและห่วงโซ่อุปทาน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่มีความยั่งยืน

บทความนี้มุ่งนำเสนอเกี่ยวกับเศรษฐกิจชีวภาพของอียู เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนา มาตรการขับเคลื่อน และบทเรียนที่อาจเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

 

1. ความหมายของ เศรษฐกิจชีวภาพ” (Bioeconomy)

 เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ได้รับความสนใจและถูกกล่าวถึงอย่างแพร่หลายตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา โดยอียูให้นิยามคำว่า “Bioeconomy” คือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาศัยการใช้ทรัพยากรชีวภาพหมุนเวียนได้ (Renewable Biological Resources) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบสินค้า บริการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ครอบคลุมภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไปจนถึงการแปรรูปชีวมวล (Biomass) เพื่อสนับสนุนการผลิต พลังงานชีวภาพ เชื้อเพลิงชีวภาพ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่ม อันเป็นการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

 

2. ภูมิหลังของ Bioeconomy

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อียูได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และความต้องการอาหารและพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ อียูจึงได้กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy Strategy) เป็นครั้งแรกในปี พ.. 2555และต่อมาได้เผยแพร่กรอบยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ภายใต้ชื่อ “A Strategic Framework for a Competitive and Sustainable EU Bioeconomy” เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของอียู

กรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายหลัก 4 ประการ ได้แก่ (1) การเร่งนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Scale-up and Commercialisation) (2) การเพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นหมุนเวียนในการใช้ทรัพยากรชีวภาพ (3) การสร้างความมั่นคงด้านอุปทานชีวมวลที่ยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ทั้งภายในและภายนอกอียู และ (4) การเสริมสร้างบทบาทของอียูในฐานะผู้นำระดับโลกด้านวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีชีวภาพ

ทั้งนี้ จากข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรปได้ระบุว่า ในปี พ.. 2568 เศรษฐกิจชีวภาพของอียูมีมูลค่าสูงถึง 2.7 ล้านล้านยูโร มีการจ้างงานกว่า 17.1 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 8 ของการจ้างงานทั้งหมดในอียู และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจราว 863 พันล้านยูโร หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของ GDPของอียู สะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจชีวภาพเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจสำคัญของอียู อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่าเศรษฐกิจชีวภาพของอียูยังมีศักยภาพในการขยายตัวอีกมาก โดยเฉพาะผ่านการเพิ่มการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้ชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพ และการเสริมสร้างเสถียรภาพของอุปทานชีวมวลในระยะยาว

 

3. แนวทางความร่วมมือกับประเทศ non-EU และผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง

ในยุทธศาสตร์นี้ อียูมีเป้าหมายส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ (Strategic Partnership regarding the bioeconomy) กับประเทศ non-EU โดยเฉพาะประเทศผู้จัดหาชีวมวลรายสำคัญ เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบเพียงแห่งเดียว และส่งเสริมการค้าผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (bio-based products) โดยจะใช้โครงการ Global Gateway เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และความร่วมมือด้านนวัตกรรม ตลอดจนผลักดันความร่วมมือด้าน bioeconomy ในเวทีระหว่างประเทศร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และต่อยอดกรอบงานที่มีอยู่ อาทิ G20, High-Level Principles on Bioeconomy

ยกตัวอย่างการดำเนินการที่ผ่านมา เช่น (1) ในแอฟริกา ได้ผลักดันการรับรอง EAC Circular Economy Action Plan และ EAC Regional Bioeconomy Strategy (2) ยุทธศาสตร์ Global Gateway ได้สนับสนุนโครงการในแอฟริกาเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในท้องถิ่น การสร้างงาน และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ (3) การใช้เวที International Bioeconomy Forum (IBF) และ AU-EU High Level Policy Dialogue on Science, Technology and Innovation เป็นกลไกผลักดันความร่วมมือด้านการวิจัย นวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในบางประเทศแอฟริกา

 

4. ต้นแบบความสำเร็จ

อียูได้สนับสนุนโครงการวิจัยและนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจชีวภาพหลายโครงการที่สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพและของเสียเหลือใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่น่าสนใจ อาทิ

  • การแปรรูปของเสียชีวภาพจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ผ่านเทคโนโลยี 3R Zero Emission/Energy-Independent Pyrolysis ให้เป็นปุ๋ยชีวภาพฟอสฟอรัส แอมโมเนียสีเขียว ไฮโดรเจน และวัสดุบำบัดน้ำ
  • การแปรรูปของเสียจากอุตสาหกรรมประมง โดยสกัดเจลาติน ไคติน และไคโตซาน เพื่อนำไปผลิตวัสดุเส้นใยนาโน อาทิ วัสดุปิดแผล ผ้าคล้ายหนัง และผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่น ๆ
  • การพัฒนาวัสดุ bio-based จากพืชเศรษฐกิจ อาทิ การผลิตของเล่นเด็กจากพลาสติกชีวภาพที่ได้จากอ้อย
  • การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และวัสดุทดแทนพลาสติก อาทิ โครงการ CIRC-PACK ที่ใช้โพลิเมอร์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพและออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่าย โครงการ FRESH ที่พัฒนาถาดอาหารพร้อมทานจากวัสดุ bio-based

 

5. Bioeconomy และบริบทของไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและมีฐานทรัพยากรชีวภาพที่เข้มแข็ง ทั้งในภาคเกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงได้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเศรษฐกิจในอดีตยังคงพึ่งพาการผลิตและส่งออกวัตถุดิบเป็นหลัก ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ ขณะเดียวกันยังเผชิญปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการของเสีย และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อใช้ทรัพยากรชีวภาพเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจ ควบคู่กับการส่งเสริมความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และข้าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของอียูในหลายมิติ

ทั้งนี้ ไทยและอียูอาจมีแนวทางความร่วมมือด้านเศรษฐกิจชีวภาพในหลายมิติ อาทิ (1) ด้านเกษตรกรรม พัฒนา Bio-Hub ต้นแบบ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับสินค้า อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันและข้าว โดยบูรณาการการจัดการน้ำ ที่ดิน การลดการเผา การใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และระบบ smart farming/traceability เข้ากับการผลิตวัตถุดิบชีวภาพ เน้นต่อยอดทำเป็นวัตถุดิบและชีวมวลในอุตสาหกรรมปุ๋ยชีวภาพ พลังงานชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และเคมีชีวภาพ ทั้งในไทยและอียูอย่างเป็นระบบ (2) ด้านการวิจัย โดยร่วมมือกับอียูเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยด้าน bioeconomy กับการใช้ประโยชน์จริงในพื้นที่ รวมถึงการ scale-up และ commercialisation เช่น จัดตั้ง platform หรือ innovation center ที่เชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ เกษตรกร และหน่วยงานรัฐ เพื่อพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีด้านปุ๋ยชีวภาพ วัสดุชีวภาพ และการแปรรูปชีวมวลมูลค่าสูง ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพ มาตรฐานความยั่งยืน เพื่อให้ bioeconomy สร้างมูลค่าเพิ่มกลับสู่เกษตรกรและชุมชนได้จริง

 

-

อ้างอิง:

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_25_2819

https://www.krungsri.com/th/wealth/krungsri-prime/privileges/articles/bcg-economy-model

https://thaiindustrialoffice.wordpress.com/2017/01/07/ไบโออีโคโนมีและสหภาพยุ/

https://www.sei.org/wp-content/uploads/2021/05/thbioeco-th-v3.pdf

https://www.mhesi.go.th/images/STBookSeries/BS005Bioeconomy.pdf

 

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ