วันที่นำเข้าข้อมูล 5 มิ.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 มิ.ย. 2569
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เผยแพร่ แผนปฏิบัติการด้านปุ๋ย (Fertiliser Action Plan) เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของอียู ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ ควบคู่กับการผลักดันเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ที่มาและวัตถุประสงค์ของ Fertiliser Action Plan
แผนปฏิบัติการด้านปุ๋ยของอียูจัดทำขึ้นโดยต่อยอดจาก Fertilisers Communication ปี 2565 โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดปุ๋ยและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อความสามารถในการเข้าถึงปุ๋ยของเกษตรกรยุโรป ทั้งนี้ แผนดังกล่าวประกอบด้วยมาตรการ 2 ระดับ ได้แก่ มาตรการระยะสั้นเพื่อรับมือกับการหยุดชะงักของอุปทานและราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน และมาตรการระยะกลางถึงระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่มูลค่าปุ๋ยและการใช้ธาตุอาหารในยุโรป โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) เพิ่มความพร้อมและความสามารถในการเข้าถึงปุ๋ยในราคาที่เหมาะสมในระยะสั้น (2) เสริมสร้างความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์อียู ผ่านการเพิ่มการผลิตภายในภูมิภาค การกระจายแหล่งจัดหา การจัดการธาตุอาหารอย่างยั่งยืน และการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่การลดการปล่อยคาร์บอน และ (3) เสริมสร้างความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทานปุ๋ย
มาตรการสำคัญภายใต้ Fertiliser Action Plan อาทิ
กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากภาคสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ดี แม้แผนปฏิบัติการด้านปุ๋ยของอียูจะมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้น เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และลดการพึ่งพาการนำเข้า แต่ก็ยังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดย European Environmental Bureau (EEB) เห็นว่า แผนดังกล่าวไม่ได้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเพียงพอ เนื่องจากยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มกำลังการผลิตปุ๋ยมากกว่าการลดการพึ่งพาปุ๋ยที่ผลิตจากก๊าซฟอสซิลและการลดการใช้ธาตุอาหารเกินความจำเป็นในระบบเกษตรกรรม ทั้งนี้ EEB ชี้ว่า การพึ่งพาปุ๋ยจากก๊าซฟอสซิลเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ดิน และอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนความเสี่ยงด้านสุขภาพและปัญหาไนโตรเจนส่วนเกินในระบบนิเวศ ขณะเดียวกัน องค์กรเกษตรกร อาทิ Copa-Cogeca, Coldiretti และ Confagricoltura เห็นว่า มาตรการที่ประกาศยังไม่เพียงพอต่อการลดภาระต้นทุนของเกษตรกรในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาปุ๋ยยังอยู่ในระดับสูง และมาตรการด้านคาร์บอนของอียู อาทิ CBAM และ ETS อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิต จึงเรียกร้องให้อียูเพิ่มทรัพยากรสนับสนุน จัดให้มีมาตรการเร่งด่วนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นสำหรับการลงทุนในก๊าซชีวภาพ ไบโอมีเทน และทางเลือกอื่นที่ช่วยลดภาระต้นทุนของภาคเกษตร
ข้อเสนอจากภาคสิ่งแวดล้อมต่ออียู
EEB เสนอว่า อียูควรปรับทิศทางจากการมุ่งเพิ่มกำลังการผลิตปุ๋ย ไปสู่การลดการใช้ปัจจัยการผลิตและการนำธาตุอาหารที่มีอยู่กลับมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะไนโตรเจนและฟอสฟอรัสจากของเสียทางการเกษตรและชีวภาพ ควบคู่กับการควบคุมจำนวนสัตว์เลี้ยงให้อยู่ในระดับที่ระบบดินและน้ำสามารถรองรับได้อย่างยั่งยืน และส่งเสริมรูปแบบการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพและพึ่งพาพืชมากขึ้น ทั้งนี้ EEB เห็นว่า ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของอียูควรมุ่งคุ้มครองสุขภาพประชาชน ทรัพยากรน้ำ และระบบนิเวศ พร้อมสนับสนุนเกษตรกรผ่านระบบเกษตรกรรมที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน มากกว่าการคงไว้ซึ่งรูปแบบการผลิตที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล มีต้นทุนสูง และก่อมลพิษในระยะยาว
Fertiliser Action Plan และผลกระทบต่อประเทศ Non-EU
แม้แผนนี้จะมุ่งแก้ปัญหาภายในอียูเป็นหลัก แต่ย่อมมีนัยต่อประเทศนอกอียูผ่านการปรับทิศทางการนำเข้า การลงทุนในประเทศหุ้นส่วน การแข่งขันด้านอุปทาน และการยกระดับมาตรฐานคาร์บอนของห่วงโซ่ปุ๋ยโลก กล่าวคือ อียูมีแนวโน้มลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ย พร้อมกระจายแหล่งจัดหาและส่งเสริมการผลิตปุ๋ยคาร์บอนต่ำ ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยหมุนเวียนมากขึ้น แนวทางดังกล่าวอาจทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกจากประเทศนอกอียูต้องปรับตัวต่อมาตรฐานด้านคาร์บอน ความยั่งยืน และการตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของ CBAM และแนวโน้มตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับกระแส Fertilizer Decarbonisation โดยมุ่งใช้ Green Ammonia และปุ๋ยคาร์บอนต่ำมากขึ้น
สำหรับประเทศไทย อียูเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าเกษตรไทย อาจมีอิทธิพลต่อทิศทางมาตรฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของไทยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออียูยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในภาคปุ๋ยและสินค้าเกษตร ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อกำหนดให้สินค้าเกษตรที่เข้าสู่ตลาดยุโรปต้องใช้ปุ๋ยที่สามารถตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้ ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตร ทั้งนี้ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และนายกสมาคมดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย เสนอว่า แนวทางสำคัญควรประกอบด้วย (1) การเปลี่ยนจากการหว่านปุ๋ยแบบเดิมไปสู่การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำและปุ๋ยสั่งตัดตามพื้นที่ (SSNM) (2) การส่งเสริมการตรวจวิเคราะห์ดินก่อนใส่ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหาร และ (3) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ อาทิ โดรนพ่นปุ๋ยทางใบหรือปุ๋ยเหลว เพื่อให้พืชได้รับธาตุอาหารตรงจุดและลดการสูญเสีย นอกจากนี้ ไทยควรเร่งพัฒนาปุ๋ยรุ่นใหม่ อาทิ ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์เคมี และสารกระตุ้นชีวภาพ ควบคู่กับการจัดทำฐานข้อมูลปุ๋ยแห่งชาติและระบบรับรองคาร์บอนเครดิต เพื่อลดการพึ่งพาแม่ปุ๋ยนำเข้า บริหารความเสี่ยงด้านอุปสงค์-อุปทาน และสร้างโอกาสรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยคาร์บอนต่ำ
อ้างอิง:
Forefront, “What to expect in the upcoming Fertiliser Action Plan”
https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_26_1099
https://eeb.org/en/eu-fertiliser-action-plan-clings-onto-fossil-fuel-addiction/
https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/648969
รูปภาพประกอบ