วันที่นำเข้าข้อมูล 5 มิ.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 มิ.ย. 2569
ปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านทรัพยากร และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้น ประเด็นดังกล่าวทำให้การสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทรัพยากร และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม กลายเป็นวาระสำคัญเชิงนโยบายของสหภาพยุโรป (European Union: EU) มากขึ้น โดยมีกฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act) เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตลาดวัตถุดิบทุติยภูมิ ส่งเสริมการลงทุนด้านการรีไซเคิล และเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานและขีดความสามารถในการแข่งขันของอียูในระยะยาว บทความนี้จึงมุ่งนำเสนอสาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าว ความท้าทายในการขับเคลื่อนแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และนัยสำคัญที่ไทยไม่อาจมองข้าม ดังนี้
1. ทำความรู้จักเศรษฐกิจหมุนเวียนและกฎหมาย Circular Economy Act ของอียู
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยลดการสูญเสียและการเกิดของเสียให้น้อยที่สุด พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนและการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทำให้การผลิตของแต่ละชิ้นสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า
กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act) เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของนโยบาย Clean Industrial Deal และกลไกสำคัญของอียูในการเพิ่มอุปสงค์ต่อวัสดุทุติยภูมิในอียู และสร้างตลาดที่เป็นเอกภาพสำหรับของเสีย โดยเฉพาะวัตถุดิบที่สำคัญยิ่ง (critical raw materials) เพื่อเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ความขาดแคลนทรัพยากรและปัญหาขยะให้เป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปในระยะยาว โดยตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิด public consultation เกี่ยวกับร่างกฎหมายนี้ และจะสิ้นสุดในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีแผนจะเผยแพร่ร่างกฎหมายในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569
เหตุผลสำคัญของการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้มาจากการที่อัตราการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนของอียูในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จากร้อยละ 10.7 ในปี 2553 เป็นร้อยละ 11.8 ในปี 2566 ซึ่งสะท้อนว่ามาตรการที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของตลาด จึงเห็นความจำเป็นในการกำหนดกรอบกฎหมายที่มีผลผูกพันและมีความชัดเจนมากขึ้นเพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยกฎหมายดังกล่าวจะนิยามบรรทัดฐานใหม่ของตลาดอียูในการวัดความสามารถในการแข่งขัน นวัตกรรม และความยั่งยืน ภายในตลาดอียู และปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานในทุกภาคส่วน ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่เพื่อให้รีไซเคิลได้ ไปจนถึงการกู้คืนวัตถุดิบหายากและการปรับเกณฑ์ End-of-Waste ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
2. ความท้าทายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนในทางปฏิบัติยังเผชิญข้อจำกัดและความท้าทายหลายประการที่ส่งผลให้การดำเนินการยังไม่สามารถขยายผลได้อย่างเต็มศักยภาพ ได้แก่
1) ข้อจำกัดด้านองค์ความรู้และความเข้าใจเชิงนโยบาย ประเทศสมาชิกหลายประเทศยังไม่ตระหนักถึงศักยภาพของเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือยังไม่มีกรอบยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนในระดับประเทศ ส่งผลให้จำเป็นต้องส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ โดยเฉพาะในมิติที่เชื่อมโยงกับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
2) ข้อจำกัดด้านเงินทุนและการสนับสนุนสำหรับภาคธุรกิจ SMEs และเกษตรกรรายย่อยอาจเผชิญความท้าทายหลักจากต้นทุนที่สูงและระยะการดำเนินงานที่ยาวนาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนที่ครอบคลุมทั้งแหล่งเงินทุน และการถ่ายทอดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อลดช่องว่างในการเปลี่ยนผ่าน
3) ความท้าทายด้านการติดตามและประเมินผล การประเมินผลมาตรการทำได้ยากเนื่องจากความซับซ้อนเชิงเทคนิคและข้อมูล โดยเฉพาะการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 3) ที่ขาดความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงมาตรฐานการรายงานด้านความยั่งยืนที่ยังซับซ้อนและเชื่อมโยงข้อมูลกับคู่ค้าได้ไม่ทั่วถึง
3. ประเด็นสำคัญในกฎหมาย Circular Economy Act ของสหภาพยุโรป
เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุด ร่างกฎหมาย Circular Economy Act กำหนดกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ดังนี้
1) การสร้างมาตรฐานและกฎเกณฑ์ที่เป็นเอกภาพมากขึ้นในระดับอียู ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบที่เดิมกระจัดกระจายให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะการกำหนดหลักเกณฑ์สิ้นสุดการเป็นขยะ (End-of-Waste) สำหรับกลุ่มวัสดุหายาก เพื่อให้กลายเป็นวัสดุทุติยภูมิรองรับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
2) การลดภาระด้านการบริหารและขั้นตอนทางธุรการ โดยนำเครื่องมือดิจิทัล อาทิ Digital Product Passport (DPP) มาใช้เพื่อเพิ่มความโปร่งใสของความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ พร้อมอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและลดความซับซ้อนด้านเอกสาร
3) การกระตุ้นความต้องการสินค้าและวัสดุหมุนเวียนในตลาด ผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ กำหนดให้การจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐใช้วัสดุหมุนเวียนหรือผลิตภัณฑ์หมุนเวียน เพื่อขยายตลาด
4) การส่งเสริมการลงทุนในภาคเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน
การรีไซเคิล เทคโนโลยีการจัดการวัสดุ และการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
5) การเชื่อมโยงและสร้างความสอดคล้องกับกฎหมายเดิมของอียู เช่น กฎระเบียบบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) คำสั่งว่าด้วยกรอบด้านขยะ (WFD) และกฎระเบียบการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (ESPR) เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากยิ่งขึ้น
4. นัยสำคัญของร่างกฎหมาย Circular Economy Act ต่อประเทศ non-EU
การบังคับใช้กฎหมาย Circular Economy Act ของอียูส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศ non-EU โดยอาจกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงตลาดที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และสิ่งทอ ตัวอย่างเช่น (1) ข้อกำหนดการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องเอื้อต่อการซ่อมแซมและรีไซเคิล (2) ภาระในการจัดทำข้อมูล Digital Product Passport เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสของแหล่งที่มาวัสดุ ซึ่งหากผู้ประกอบการในประเทศคู่ค้าไม่สามารถปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าวได้ อาจส่งผลให้สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในยุโรป หรือ (3) การแบกรับต้นทุนการตรวจสอบและค่าธรรมเนียม Extended Producer Responsibility (EPR) ที่สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวเร่งให้ประเทศ non-EU ต้องปฏิรูปโมเดลธุรกิจไปสู่ความยั่งยืนเพื่อรักษาโอกาสทางการค้า ภาคธุรกิจที่มีความพร้อมในการปรับเปลี่ยนไปสู่โมเดล Product-as-a-Service หรือสามารถหมุนเวียนวัตถุดิบในวงจรปิด (closed-loop) จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าในระดับสากล นอกจากนี้ การที่อียูกำหนดมาตรฐานที่เป็นเอกภาพทั่วทั้งภูมิภาคยังช่วยให้ผู้ส่งออกลดภาระในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนของแต่ละประเทศสมาชิก และเกิดการยกระดับนวัตกรรมหมุนเวียนในระดับท้องถิ่นเพื่อให้สอดรับกับพลวัตทางการค้าโลกในยุคใหม่
5. บริบทและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย
ประเทศไทยได้ผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นวาระแห่งชาติภายใต้โมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) อย่างเต็มรูปแบบมาตั้งแต่ปี 2564 จากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีนวัตกรรมต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ อาทิ การแปรรูปกากกาแฟและเปลือกผลไม้ให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หรือการสร้างก๊าซชีวภาพจากขยะครัวเรือน อันพิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้และลดขยะในระดับชุมชน (zero waste) โดยไม่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมระดับประเทศยังคงเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ (GDP เทียบกับหน่วยทรัพยากรอยู่ที่ 1.3 ดอลลาร์/กก.) และปัญหาการจัดการขยะที่ไม่ได้มาตรฐานถึงร้อยละ 77 ของสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างการผลิตและการบริโภคของไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับวงจรเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (linear economy) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้สอดรับกับมาตรฐานโลกใหม่ที่อียูกำลังกำหนดขึ้น
อ้างอิง:
https://www.euractiv.com/opinion/a-circular-economy-act-that-works/
https://www.mhesi.go.th/index.php/news/3278-bcg-economy-3.html
https://thaiindustrialoffice.wordpress.com/2026/02/20/ร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุน/
https://www.nstda.or.th/nac/2022/wp-content/uploads/2022/04/food-waste-02.pdf
https://www.mhesi.go.th/images/STBookSeries/BS003CircularEconomy.pdf
รูปภาพประกอบ