พลวัตทางภาษีของสหรัฐ ฯ ส่งผลให้การค้าอียู–สหรัฐฯ ผันผวน
วันที่นำเข้าข้อมูล 19 มิ.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 19 มิ.ย. 2569
สภาวะความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) กับสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังเกิดการเผชิญหน้าทางกฎหมายระหว่างทำเนียบขาวและศาลฎีกาสหรัฐฯ (SCOTUS)สถานการณ์ดังกล่าวบีบคั้นให้อียูต้องทบทวนยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางการค้าและยกระดับกลไกทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ท่ามกลางห่วงโซ่อุปทานโลกที่ผันผวน
เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีมติ 6 ต่อ 3 ให้มาตรการจัดเก็บภาษีต่างตอบแทนของประธานาธิบดี Donald Trump เป็นโมฆะ โดยศาลชี้ว่าการใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act 1977 (IEEPA) เพื่อเพิ่มอัตราภาษีในวงกว้างนั้นเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภาสหรัฐฯ (Congress) ในการกำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ซึ่งถือเป็นอำนาจนิติบัญญัติที่ฝ่ายบริหารมิอาจก้าวล่วงได้ อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ตอบโต้ทันที โดยเปลี่ยนไปใช้อำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้า ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการประกาศใช้มาตรการทางการค้าชั่วคราวได้ทันทีเป็นเวลา 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภา Congress นำไปสู่การประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรชุดใหม่ในอัตราร้อยละ 10 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณปรับเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15 ในเวลาต่อมา การปรับเปลี่ยนอย่างกะทันหันนี้สะท้อนถึงสภาวะสุญญากาศของการบังคับใช้กฎหมายและความไม่แน่นอนต่อทิศทางนโยบายการค้าของอียูและระเบียบการค้าโลก
การขยายตัวของการส่งออกอียูท่ามกลางมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ
แม้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมุ่งลดความได้เปรียบทางการค้าของอียู แต่ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (Eurostat) ระบุว่า การส่งออกไปยังสหรัฐฯ กลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 คิดเป็นมูลค่า5.54 แสนล้านยูโร ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 ส่งผลให้อียูได้เปรียบดุลการค้าสินค้าเพิ่มเป็น1.996 แสนล้านยูโร โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ เวชภัณฑ์และยา (29%), ยานพาหนะ (7.5%),เครื่องจักรอุตสาหกรรม (5.9%), เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน (5.8%) และเครื่องจักรผลิตพลังงาน (4.8%)
แนวโน้มการค้าที่ขยายตัวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่บริษัทในสหรัฐฯ เร่งสั่งสินค้าล่วงหน้าเพื่อป้องกันผลกระทบจากอัตราภาษีใหม่ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ Varg Folkman ระบุว่า มาตรการภาษีที่เข้มงวดกว่าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจีน เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าจากอียู กลับเปิดโอกาสให้ธุรกิจในอียูเข้าไปอุดช่องว่างในตลาดที่ซัพพลายเออร์จีนถอนตัว ส่งผลให้แม้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถลดความได้เปรียบของอียูในการค้าสินค้ากับสหรัฐฯ ได้
ความผันผวนทางการค้ากับสหรัฐฯ ผลักดันให้สภายุโรปชะลอการพิจารณาข้อตกลงการค้า
ท่ามกลางสภาวะความผันผวนทางการค้าดังกล่าว สภายุโรป (European Parliament) ได้ตัดสินใจชะลอการพิจารณาข้อตกลงการค้าอียู-สหรัฐฯ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งสัญญาณปรับขึ้นภาษีศุลกากรทั่วโลกจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 15 พร้อมทั้งขู่ระงับการค้ากับประเทศสเปน การเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความกังวลในสภายุโรป โดยกลุ่ม European People’s Party (EPP) แสดงการคัดค้านต่อการเลื่อนพิจารณาข้อตกลงการค้าดังกล่าว ขณะที่ Bernd Lange ประธานคณะกรรมการการค้าระหว่างประเทศ ย้ำว่าจำเป็นต้องได้รับความชัดเจนจากสหรัฐฯ ก่อนดำเนินกระบวนการในขั้นถัดไป ด้าน Karin Karlsbro สมาชิกสภายุโรป เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเป็น “เกมบิงโกภาษี” ซึ่งบั่นทอนเสถียรภาพในการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้มีคำชี้แจงที่ชัดเจนก่อนที่สภาฯ จะมีมติใด ๆ นอกจากนี้ ความตึงเครียดยังสะท้อนผ่านกรณีพิพาทเชิงภูมิรัฐศาสตร์กับสเปน หลังประธานาธิบดี Donald Trump ขู่ตัดการค้าหากสเปนไม่อนุญาตให้ใช้ฐานทัพสนับสนุนปฏิบัติการในอิหร่าน ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้แสดงเอกภาพในการสนับสนุนสเปนอย่างเต็มที่ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยึดมั่นในพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
ความไม่ชัดเจนของข้อสรุปทางการค้าและบททดสอบในขั้นการเจรจาสามฝ่าย
แม้สภาวะความตึงเครียดทางการค้าจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 สภายุโรปได้เดินหน้าลงมติรับรองข้อเสนอเพื่อลดภาษีสินค้าภาคอุตสาหกรรมและเกษตรของสหรัฐฯ ทั้งนี้ สมาชิกสภายุโรปเตรียมยื่นข้อเสนอแก้ไขสาระสำคัญเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรอง โดยเฉพาะการเพิ่มความเข้มงวดของเงื่อนไขการระงับข้อตกลง (suspension clause) และการผลักดันเงื่อนไขที่มีผลเมื่อถึงกำหนด (sunrise clause) ซึ่งจะกำหนดให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับสินค้าสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลง Turnberry อย่างครบถ้วนเท่านั้น นอกจากนี้สมาชิกสภายุโรปยังเรียกร้องให้สหรัฐฯ ใช้เพดานภาษีร้อยละ 15 กับการส่งออกของอียูทันที พร้อมเสนอให้ปรับลดอัตราภาษีสำหรับสินค้าที่มีส่วนประกอบของเหล็กหรืออะลูมิเนียมน้อยกว่าร้อยละ 50เป็นร้อยละ 15 (จากอัตราเดิมที่ร้อยละ 50)
ล่าสุด ในเดือน พ.ค. 2569 สภายุโรป คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป และคณะกรรมาธิการยุโรปได้บรรลุข้อตกลงร่วมในหลักการเกี่ยวกับกรอบกฎหมายรองที่ใช้ดำเนินการตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนให้สัตยาบันอย่างเป็นทางการในสถาบันของอียูและการจัดทำกลไกติดตามประเมินผลในระยะต่อไป แม้ว่าเดิมหลายสำนักข่าวคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาในการเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เนื่องจากคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป หรือสมาชิกส่วนใหญ่ยังคงต้องการรักษาเนื้อหาเดิมเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อสหรัฐฯ
สภาวะความไม่แน่นอนทางการค้าอียู-สหรัฐฯ ในปัจจุบัน เป็นผลสืบเนื่องมาจากความผันผวนของมาตรการภาษีศุลกากรจากฝั่งสหรัฐฯ และความเห็นต่างระหว่างสถาบันนิติบัญญัติของอียูที่ยังไร้ข้อยุติชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ในส่วนของประเทศไทย รัฐบาลยังคงเดินหน้าเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้คณะทำงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศดำเนินการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เนื่องจากยังมีประเด็นที่ต้องรอความชัดเจนทั้งในเชิงกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ ทั้งนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้าและคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยเป็นสำคัญ
-
อ้างอิง:
Forefront, “EU-US trade tensions likely to persist”
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ