“อียู-ฟิลิปปินส์” บรรลุข้อตกลงการค้าเสรี เดินหน้าขยายการค้าและการลงทุน

วันที่นำเข้าข้อมูล 20 ต.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 20 ต.ค. 2569

| 27 view

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 สหภาพยุโรป (อียู) และฟิลิปปินส์ได้บรรลุการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (EU-Philippines Free Trade Agreement: EU-Philippines FTA)ระหว่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (substantial agreement) โดยนาย Maros Sefcovic กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า และ Ms. Cristina A. Roque รัฐมนตรีด้านการค้าและอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์ได้ออกแถลงการณ์ร่วม (joint press statement) โดยสรุปได้ว่า สองฝ่ายสามารถตกลงกรอบการเจรจาในประเด็นสำคัญได้ทั้งหมดซึ่งจะนำไปสู่การสรุปเป็นเนื้อความในความตกลงและประกาศบรรลุการเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยความตกลงฉบับนี้จะเปิดโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายซึ่งรวมถึง MSMEs เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้บริโภค  สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งและหลากหลายขึ้นเพิ่มความต้านทานด้านการค้าให้กับทั้งสองฝ่าย สร้างกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมและคาดการณ์ได้อย่างแท้จริงเพื่อส่งเสริมให้เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพ

 

สาระสำคัญของความตกลง

  • การยกเลิกภาษีศุลกากรและการเปิดตลาดสินค้า เปิดเสรีการค้าสินค้าครอบคลุมกว่าร้อยละ 94 ของรายการพิกัดอัตราศุลกากร คิดเป็นร้อยละ 97 ของมูลค่าการค้าระหว่างอียูกับฟิลิปปินส์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดของทั้งสองฝ่าย โดยปัจจุบัน อียูส่งออกสินค้ากว่า 8 พันล้านยูโร/ปี ไปยังฟิลิปปินส์ ประกอบด้วยสินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องจักร อุปกรณ์การขนส่ง ยา และเครื่องมือแพทย์ รวมทั้งสินค้าเกษตรและอาหาร ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อสุกรและเนื้อสัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นม และสุรากลั่น โดยคาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกของอียูจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.01-2.69 พันล้านยูโร/ปี
  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กำหนดกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยจะเปิดตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของฟิลิปปินส์ให้ผู้เสนอราคาจากต่างประเทศเข้าร่วมเป็นครั้งแรก
  • การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ยกระดับการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GIs) ของอียู
  • การค้าดิจิทัล กำหนดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและครอบคลุมเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าดิจิทัล ควบคู่กับการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการคุ้มครองผู้บริโภค
  • มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) และอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (Technical Barriers to Trade: TBT)กำหนดกฎเกณฑ์ที่โปร่งใสเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและลดต้นทุนของภาคธุรกิจ โดยยังคงกำหนดให้สินค้าต้องเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดด้านสุขอนามัย สุขอนามัยพืช และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  • การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้ความสำคัญกับข้อผูกพันด้านความยั่งยืนในการค้า ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติตามความตกลงปารีส ตลอดจนมีบทบัญญัติว่าด้วยการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Trade and Sustainable Development: TSD)
  • พลังงานและวัตถุดิบ ส่งเสริมการลงทุนที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในสาขาพลังงานหมุนเวียน ภายใต้กฎเกณฑ์ที่โปร่งใสและเงื่อนไขที่เอื้อให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม

 

การบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของอียูและฟิลิปปินส์ในการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทการค้าในปัจจุบัน โดยมุ่งยึดในกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม ในลำดับต่อไป ทั้งสองฝ่ายจะดำเนินการจัดทำรายละเอียดทางเทคนิคและกำหนดแนวทางการดำเนินการตามความตกลงให้แล้วเสร็จ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการลงนามและการให้สัตยาบันความตกลงต่อไป

 

ท่าทีของภาคส่วนต่าง ๆ และมุมมองต่อความตกลง

  • สมาชิกสภายุโรป สนับสนุนความตกลง FTA อียู-ฟิลิปปินส์ โดยเห็นว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุนแก่ภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่าย และคาดว่าการส่งออกของอียูไปยังฟิลิปปินส์จะเพิ่มขึ้นประมาณ 01-2.69 พันล้านยูโร ทั้งนี้ นาย Bernd Lange ประธานคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ สภายุโรป (INTA) เห็นว่า ความตกลงฉบับนี้จะช่วยให้สินค้าฟิลิปปินส์สามารถเข้าถึงตลาดอียูได้มากขึ้น เปิดโอกาสใหม่แก่ผู้ประกอบการอียู และเป็นส่วนหนึ่งของการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับภูมิภาคอาเซียน ด้านนาย Jorgen Warborn สมาชิกสภายุโรปจากกลุ่ม EPP เห็นว่า ความตกลงจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับฟิลิปปินส์ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอียู
  • ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมของอียู องค์กรภาคการเกษตรของอียู (Copa-Cogeca)และสมาคมการค้าผลิตภัณฑ์นม (Eucolait) เห็นว่า ความตกลงนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพให้แก่สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์นมของยุโรป อย่างไรก็ดี สมาคมอุตสาหกรรมเอทานอล (iEthanol) เรียกร้องให้ยกเว้นการลดภาษีเอทานอลและกำหนดเป็นสินค้าอ่อนไหว เนื่องจากตลาดเอทานอลภายในอียูอยู่ในภาวะอิ่มตัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในอียู
  • มุมมองในระดับอาเซียน ความตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของอียูในการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยปัจจุบัน อียูมีความตกลงการค้าเสรีกับสมาชิกอาเซียนแล้ว 2 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์และเวียดนาม และอยู่ระหว่างการเจรจากับสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ได้แก่ ไทยและมาเลเซีย การบรรลุความตกลงกับฟิลิปปินส์จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายความตกลงทางการค้าของอียูในอาเซียน อันช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจระหว่างสองภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

 

-

อ้างอิง:

- https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_26_1929

- https://www.europarl.europa.eu/news/en/press-room/20260918IPR47591/trade-committee-meps-welcome-substantial-agreement-in-eu-philippines-trade-talks

- https://agenceurope.eu/en/bulletin/article/13943/1/eu-and-manila-reach-substantial-agreement-on-free-trade-treaty-without-yet-concluding-negotiations

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ