สหภาพยุโรปกำหนดข้อบังคับห้ามทำลายเสื้อผ้าและรองเท้าที่เหลือจากการจำหน่าย ภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR)

สหภาพยุโรปกำหนดข้อบังคับห้ามทำลายเสื้อผ้าและรองเท้าที่เหลือจากการจำหน่าย ภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR)

วันที่นำเข้าข้อมูล 7 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 7 มี.ค. 2569

| 8 view

ภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและแฟชั่นเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระดับสูง โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกประมาณร้อยละ 2-8 ขณะเดียวกัน ในสหภาพยุโรปมีรายงานว่าการทำลายผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่เหลือจากการจำหน่ายคิดเป็นร้อยละ 4-9 ต่อปี ก่อนที่สินค้าจะถูกสวมใส่หรือถูกใช้ ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนราว 5.6 ล้านตันต่อปี

 

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้ออกมาตรการใหม่ภายใต้กรอบกฎหมายว่าด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) โดยกำหนดรายละเอียดการบังคับใช้มาตรการห้ามทำลายเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับเสื้อผ้า และรองเท้าที่เหลือจากการจำหน่าย มาตรการดังกล่าวมุ่งลดปริมาณของเสียจากผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับภาคธุรกิจที่ดำเนินกิจการอย่างยั่งยืนเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรป โดยมีรายละเอียด อาทิ

  • กำหนดข้อยกเว้นอย่างชัดเจน (Clarifying derogations): ระบุกรณีเฉพาะที่ยังอนุญาตให้ทำลายสินค้าได้ เช่น เหตุผลด้านความปลอดภัยหรือสินค้าชำรุด โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • อำนวยความสะดวกด้านการเปิดเผยข้อมูล (Facilitating disclosure): กำหนดรูปแบบรายงานมาตรฐานสำหรับแจ้งปริมาณสินค้าที่เหลือจากการจำหน่ายและถูกกำจัด ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2027
  • ทางเลือกเชิงสร้างสรรค์: สนับสนุนให้ภาคธุรกิจหันไปใช้การขายต่อ (Resale) การผลิตซ้ำ (Remanufacturing) การบริจาค หรือการนำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) แทนการทำลาย

 

โดยมาตรการห้ามทำลายเสื้อผ้าที่ขายไม่ได้นี้จะมีผลบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 และจะขยายไปยังบริษัทขนาดกลางในปี ค.ศ. 2030 ส่วนข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลเริ่มมีผลบังคับใช้กับบริษัทขนาดใหญ่แล้ว และจะครอบคลุมบริษัทขนาดกลางในปี ค.ศ. 2030

 

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางส่วนเห็นว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ปัญหาต้นตอของขยะผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้อย่างแท้จริง เนื่องจากสาเหตุหลักอยู่ที่การผลิตเกินความต้องการ แม้การห้ามทำลายสินค้าที่เหลือจากการจำหน่ายจะช่วยลดของเสียปลายทาง แต่ยังไม่แตะโครงสร้างการผลิตของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าโดยตรง ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวถือเป็นความท้าทายสำคัญต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ส่งสินค้าสิ่งทอและแฟชั่นที่จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืนของสหภาพยุโรป

 

ในระยะต่อไป สหภาพยุโรปยังคงเตรียมทยอยออกข้อกำหนดภายใต้กรอบกฎหมาย ESPR สำหรับสินค้าในกลุ่มอื่นเช่นกัน ตามแผนงานระยะ 5 ปี โดยคาดว่าจะเริ่มออกกฎหมายที่เป็นรูปธรรมสำหรับกลุ่มเหล็กและอิเล็กทรอนิกส์ในปี ค.ศ. 2026 อะลูมิเนียม สิ่งทอ และยางรถยนต์ในปี ค.ศ. 2027 และเฟอร์นิเจอร์ในปี ค.ศ. 2028

 

อ้างอิง:

https://environment.ec.europa.eu/news/new-eu-rules-stop-destruction-unsold-clothes-and-shoes-2026-02-09_en

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/mex_26_330

https://www.euractiv.com/news/from-textiles-to-steel-brussels-reveals-items-to-face-stricter-sustainability-rules/

https://www.businessoffashion.com/news/sustainability/eu-to-ban-destruction-of-unsold-clothes-and-shoes/