สรุปสาระสำคัญการประชุม Informal European Council ณ ไซปรัส ระหว่างวันที่ 23–24 เมษายน 2569
วันที่นำเข้าข้อมูล 13 ก.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 ก.ค. 2569
เมื่อวันที่ 23–24 เมษายน 2569 ผู้นำสหภาพยุโรปได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำสหภาพยุโรปอย่างไม่เป็นทางการ (Informal European Council) ณ สาธารณรัฐไซปรัส โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบที่มีต่อสหภาพยุโรป โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลอดจนผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางรับมือและเสริมสร้างเสถียรภาพด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และพลังงานของสหภาพยุโรป โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ผู้นำสหภาพยุโรปได้หารือร่วมกับผู้แทนจากอียิปต์ จอร์แดน เลบานอน ซีเรีย และคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) โดยที่ประชุมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมเพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพอย่างยั่งยืน รวมถึงสนับสนุนการใช้ช่องทางการทูตเพื่อแสวงหาทางออกทางการเมืองต่อสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้นำสหภาพยุโรปเห็นพ้องร่วมกันใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (2) การผลักดันให้เกิดการหยุดยิงอย่างถาวร และ (3) การย้ำจุดยืนร่วมกันว่าอิหร่านจะต้องไม่พัฒนาและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
2. ประเด็นราคาพลังงานและเชื้อเพลิงฟอสซิล
ที่ประชุมได้พิจารณาร่างยุทธศาสตร์ AccelerateEU ที่นำเสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อกำหนดมาตรการการรับมือวิกฤติพลังงานทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว อาทิ การสำรองปริมาณก๊าซและน้ำมันร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก การให้ความช่วยเหลือแก่ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น การเร่งส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานสะอาด การปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า และการใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และอาคารบ้านเรือนมากขึ้น นาย António Costa ประธานคณะมนตรียุโรป ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในด้านพลังงาน และเห็นว่าสหภาพยุโรปจำเป็นต้องเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้ภายในยุโรป เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว
3. การใช้มาตราป้องกันร่วมกัน (Mutual Defence Clause)
ที่ประชุมได้หารือในประเด็นกลไกป้องกันร่วมของสหภาพยุโรป (Mutual Defence Clause) ตามมาตรา 42 (7) แห่งสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป (Treaty on European Union: TEU) โดยมุ่งเน้นไปที่แนวทางการนำมาตรา 42 (7) ไปใช้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำหนดกลไกรูปแบบความช่วยเหลือ และการประสานงานระหว่างรัฐสมาชิกที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น อย่างไรก็ดี ที่ประชุมยังมิได้บรรลุข้อตกลงในการกำหนดกลไกปฏิบัติที่ชัดเจนเนื่องจากยังอยู่ระหว่างการตีความตัวบทกฎหมายกับการแบ่งบทบาทและความรับผิดชอบของรัฐสมาชิกตามมาตราดังกล่าว
ในห้วงการประชุมดังกล่าว ประธานาธิบดีไซปรัส ประธานรัฐสภายุโรป และประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ร่วมลงนามในแผนงาน “One Europe, One Market” โดยแผนงานดังกล่าวครอบคลุมข้อริเริ่มด้านกฎหมายและนโยบายใน 5 ด้าน ได้แก่ (1) การปรับกฎระเบียบให้เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (2) การสร้างตลาดเดียวที่มีการบูรณาการมากยิ่งขึ้น (3) การส่งเสริมการค้าให้มีความเข้มแข็ง (4) การลดราคาพลังงาน และการขับเคลื่อนสู่การลดการปล่อยคาร์บอน (5) การผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน (EU Competitiveness) และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป
-
อ้างอิง:
https://www.consilium.europa.eu/en/meetings/european-council/2026/04/23-24/
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ