วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ผลกระทบต่ออุปทานปุ๋ย ขณะที่ราคาสินค้าอาหารยังไม่ได้รับผลกระทบในระยะสั้น

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ผลกระทบต่ออุปทานปุ๋ย ขณะที่ราคาสินค้าอาหารยังไม่ได้รับผลกระทบในระยะสั้น

วันที่นำเข้าข้อมูล 13 พ.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 พ.ค. 2569

| 75 view

นับตั้งแต่ปฏิบัติการทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งได้ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ วิกฤตการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างความท้าทายต่อความมั่นคงด้านพลังงานและราคาน้ำมันระดับโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโภคภัณฑ์ที่สำคัญ โดยเฉพาะปุ๋ยและวัตถุดิบต้นน้ำในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหารโลก สถานการณ์ความตึงเครียดจึงนำมาสู่ประเด็นสำคัญที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งในมิติของผลกระทบเชิงนโยบายและความเสี่ยงหากสถานการณ์ยืดเยื้อในอนาคต ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

1. ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่ออุตสาหกรรมปุ๋ย

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งไม่เพียงแค่เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งพลังงาน อาทิ น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นทางหลักในการค้าส่งปุ๋ยด้วยเช่นกัน โดยในแต่ละปีมีปริมาณปุ๋ยที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้คิดเป็นประมาณร้อยละ 25-36ของปริมาณการค้าปุ๋ยของโลก นอกจากนี้ การขนส่งปุ๋ยยังมีข้อจำกัดเพราะต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก แตกต่างจากน้ำมันที่สามารถใช้ระบบท่อส่งเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านการขนส่งได้ ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้จึงส่งผลให้ราคาปุ๋ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มปุ๋ยที่มียูเรียและกำมะถันสูง โดยพบว่า ราคากำมะถันพุ่งสูงขึ้นถึงเท่าตัวจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตปุ๋ยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (Diammonium Phosphate: DAP) และทริปเปิลซูเปอร์ฟอสเฟต (Triple Superphosphate: TSP ขณะที่ราคายูเรียแม้จะมีการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงรักษาเสถียรภาพอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับฐานราคาเดิมในช่วงปี ค.ศ. 2022 ที่ผ่านมา

 

2. ปัจจัยหลักที่จำกัดการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารโลก

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะสร้างความกังวลในวงกว้าง แนวโน้มการเกิดวิกฤตราคาอาหารยังคงอยู่ในขอบเขตที่จำกัด โดยมีปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

ประการแรก ระดับคลังสำรองธัญพืชโลก: ปริมาณสำรองธัญพืชและถั่วเหลืองทั่วโลกในปัจจุบันอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ประกอบกับสภาวะการเพาะปลูกในพื้นที่สำคัญส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี ส่งผลให้มีอุปทานเพียงพอต่อการรองรับความผันผวนของตลาดในระยะสั้น

ประการที่สอง เสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ: การที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐค่อนข้างทรงตัว มีส่วนสำคัญในการชะลอการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการนำเข้า ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี ค.ศ. 2022 ที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบโดยตรงต่ออำนาจการจัดซื้อปุ๋ยและวัตถุดิบของประเทศที่ไม่ได้ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก

ประการที่สาม การปรับสมดุลการใช้พืชอาหารในภาคพลังงาน: ปัจจุบันไม่มีนโยบายผลักดันการนำพืชอาหารไปผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเหมือนวิกฤตในปี ค.ศ. 2008 ที่เคยมีการใช้เอทานอลจากข้าวโพดและไบโอดีเซลอย่างกว้างขวางจนเกิดการแย่งชิงทรัพยากร แม้ในปัจจุบันจะมีความต้องการในกลุ่มก๊าซชีวภาพ (Biomethane) และเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (SAF) เพิ่มขึ้น แต่โดยหลักการแล้วอุตสาหกรรมเหล่านี้มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงการใช้พืชอาหารเป็นวัตถุดิบหลักเพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร

ประการที่สี่ ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและความยืดหยุ่นของภาคเกษตรกรรม: จากบทเรียนในวิกฤตปี ค.ศ. 2022 พบว่าการลดปริมาณการใช้ปุ๋ยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิตอย่างรุนแรงเพราะเกษตรกรจำนวนมากใช้ปุ๋ยมากเกินความจำเป็นอยู่แล้ว ประกอบกับราคาพืชผลที่อยู่ในระดับสูงยังคงช่วยรักษาขีดความสามารถในการทำกำไรของเกษตรกร เนื่องจากต้นทุนของวัตถุดิบมีสัดส่วนเพียงประมาณร้อยละ 10 ของราคาขายปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นสุดท้าย กล่าวคือ หากขนมปังราคา 1 ยูโร ต้นทุน
ข้าวสาลีที่ใช้ทำขนมปังดังกล่าวจะอยู่ที่ 0.1 ยูโรเท่านั้น ดังนั้น ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นจึงมีจำกัด

 

3. หากความขัดแย้งยืดเยื้อ มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชากรเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จะก่อให้เกิดผลกระทบแบบทวีคูณ (Non-linear effects) ต่อกลุ่มประชากรเปราะบาง สาเหตุสำคัญมาจากข้อจำกัดที่ไม่สามารถหาเส้นทางขนส่งอื่นมาทดแทนการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อลำเลียงปุ๋ยและก๊าซธรรมชาติได้ในระยะเวลาอันสั้น สถานการณ์ปัจจุบันได้เริ่มส่งผลกระทบให้โรงงานผลิตปุ๋ยบางแห่งในเอเชียต้องหยุดดำเนินการเนื่องจากการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้ จากแบบจำลองของสถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ (IFPRI) ชี้ให้เห็นว่า แม้จะเป็นการหยุดชะงักเพียงช่วงสั้นแต่อัตราความยากจนในภูมิภาคแอฟริกาใต้ซาฮารา (sub-Saharan Africa) อาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 2

นอกจากนี้ ความมั่นคงทางอาหารของประเทศในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียถือเป็นอีกวิกฤตที่สหภาพยุโรปควรให้ความสำคัญ เนื่องจากประเทศเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าธัญพืชผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูงมาก โดยอิหร่านมีการนำเข้าร้อยละ 40 ขณะที่กลุ่มรัฐอาหรับอื่น ๆ มีสัดส่วนพึ่งพาการนำเข้าสูงถึงร้อยละ 90 แม้รัฐที่มั่งคั่งจะสามารถบริหารจัดการต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ภาวะความขาดแคลนอาหารในพื้นที่โดยรอบจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการอพยพย้ายถิ่นฐาน ดังนั้น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจึงมีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกดดันต่อยุโรปในการจัดการวิกฤตผู้อพยพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะยาว

 

บทสรุป

ในปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลให้เกิดวิกฤตราคาอาหารในระยะสั้น โดยแรงกดดันต่อเสถียรภาพราคายังอยู่ในขอบเขตจำกัดเนื่องด้วยปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณสำรองธัญพืชโลกก็ดี เสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็ดี และความยืดหยุ่นของภาคเกษตรกรรม อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อ อาจทำให้ต้นทุนพลังงานและปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนการผลิตภาคเกษตรกรรมและราคาสินค้าอาหารในภาพรวม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประชากรเปราะบางที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และความสามารถในการรองรับความผันผวน ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ความเปราะบางด้านความมั่นคงทางอาหาร เกิดการเคลื่อนย้ายประชากรและอพยพย้ายถิ่นฐานทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศในระยะต่อไป

 

 

อ้างอิง:

Forefront, “Hormuz crisis will hurt fertiliser supply, but not yet food”

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ