วันที่นำเข้าข้อมูล 13 พ.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 พ.ค. 2569
สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จากกรณีความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล โดยมีสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทสำคัญ เหตุการณ์ดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของเส้นทางยุทธศาสตร์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนประมาณหนึ่งในห้าของการบริโภคพลังงานทั่วโลก
สำหรับสหภาพยุโรป (European Union: อียู) จากการประเมินในเบื้องต้น สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่พัฒนาไปสู่ระดับวิกฤตพลังงานรุนแรงเฉกเช่นกรณีการรุกรานของยูเครนโดยรัสเซียในปี ค.ศ. 2022ทว่าความตึงเครียดในระลอกนี้ได้สร้างแรงกดดันใหม่ต่อเสถียรภาพตลาดพลังงานภายในยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระดับราคา ความมั่นคงของอุปทาน ตลอดจนทิศทางนโยบายพลังงานของอียูในระยะต่อไป
ความขัดแย้งและผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลก
สถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบันส่งผลกระทบเชิงประจักษ์ต่อเสถียรภาพพลังงานโลกอย่างฉับพลัน ผ่านการชะลอตัวหรือระงับการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ในการลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ LNG ในสัดส่วนที่มีความสำคัญของตลาดโลก
โดยนอกเหนือจากปัญหาวิกฤตสินค้าขาดตลาดแล้ว ปัจจัยด้านต้นทุนการปฏิบัติการ อาทิ อัตราค่าประกันภัยภัยสงคราม ค่าระวางเรือ และค่าจ้างแรงงานในภาคการเดินเรือ ได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตความเสี่ยงสงคราม สภาวะการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานในระยะสั้น โดยราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8 และราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ภายในระยะเวลาอันสั้น อันสะท้อนถึงการรวม “เบี้ยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (Geopolitical risk premium) หรือการบวกราคาค่าความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศเข้าไปในกลไกราคาตลาดเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานของสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม แม้อียูจะนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่น้อยกว่าจีน อินเดีย ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้นำเข้าจากตะวันออกกลางนั้น แต่ตลาดพลังงานมีลักษณะเป็นโครงข่ายที่เชื่อมโยงกันในระดับสากล ส่งผลให้อียูไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลกได้ โดยมีรายละเอียดแยกตามประเภทพลังงาน ดังนี้
ประเด็นที่น่ากังวล คือ เมื่อต้นปี ค.ศ. 2026 อียูมีระดับก๊าซธรรมชาติสำรองสะสมต่ำกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมาก โดย ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 อียูมีปริมาณสำรองเพียง 46 พันล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับปี ค.ศ. 2025 ที่มีปริมาณสำรองอยู่ที่ 60 พันล้านลูกบาศก์เมตร และปี ค.ศ. 2024 ที่มีสูงถึง 77 พันล้านลูกบาศก์เมตร สภาวะดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อแผนการกักเก็บก๊าซธรรมชาติสำรองและสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนพลังงานในภาคอุตสาหกรรม โดยราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาไฟฟ้าและผลกำไรของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ หากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นพร้อมกัน การจัดหาแหล่งพลังงานทดแทนจะทำได้ยากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความต้องการใช้ถ่านหินกลับมาเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง และเกิดแรงกดดันให้ต้องใช้มาตรการประหยัดพลังงานในฝั่งผู้บริโภค ท้ายที่สุด การบรรลุเป้าหมายของอียูในการลดต้นทุนด้านพลังงานของภาคอุตสาหกรรมเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกจะกลายเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนและท้าทายยิ่งขึ้น
การตอบสนองเชิงนโยบายของสหภาพยุโรป
รัฐมนตรีคลังของอียูมุ่งเน้นประสานการดำเนินมาตรการตอบสนองต่อสภาวะราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นสืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยมีเป้าหมายหลักในการให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มเปราะบางและเร่งการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ภายใต้การรักษาเสถียรภาพทางการคลังและการควบคุมอุปสงค์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการประสานงานในระดับอียูเพื่อป้องกันการแบ่งแยกของตลาดเดียว และใช้ประโยชน์จากการลดต้นทุนต่อหน่วย (economies of scale) ซึ่งจะช่วยลดความจำเป็นในการแทรกแซงโดยรวม
มาตรการที่นำมาพิจารณา ได้แก่ มาตรการมุ่งส่งเสริมการประหยัดพลังงาน เช่น การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การปรับปรุงที่อยู่อาศัย และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม มาตรการด้านราคา โดยอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจกลุ่มเปราะบาง ผ่านรูปแบบการกำหนดราคาสองระดับ (two-tier pricing) สำหรับไฟฟ้าหรือก๊าซธรรมชาติ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายควบคู่กับการรักษาแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรประบุเพิ่มเติมว่า มาตรการช่วยเหลือต้องมีความเฉพาะเจาะจงและกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน และอาจจัดหาแหล่งเงินทุนจากรายได้ของระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) รวมถึงการจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
บทสรุป
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบเชิงประจักษ์ต่อระบบพลังงานโลกและสร้างแรงกดดันต่ออียูผ่านความผันผวนของราคาพลังงานในตลาด แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะยังไม่รุนแรงจนถึงระดับวิกฤตการณ์พลังงานดังเช่นในปี ค.ศ. 2022 ทว่าปรากฏการณ์นี้ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างพลังงานของยุโรปที่ยังคงมีอยู่ ในระยะสั้น อียูอาจสามารถบรรเทาผลกระทบดังกล่าวได้ด้วยการดำเนินมาตรการตอบสนองเชิงนโยบายที่เหมาะสม แต่ในระยะยาว การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม อาจเป็นแนวทางที่จะสามารถสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้แก่ระบบพลังงานของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง
อ้างอิง:
https://www.bruegel.org/first-glance/how-will-iran-conflict-hit-european-energy-markets
Forefront, “Iran energy troubles remain well short of a 2022-style crisis”
Forefront, “Iran: key calls and indicators to watch”
รูปภาพประกอบ