วันที่นำเข้าข้อมูล 28 เม.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 เม.ย. 2569
การเจรจาการค้าระหว่างสหภาพยุโรป (อียู) กับออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 2023 ไม่บรรลุผลเนื่องจากออสเตรเลียได้ยื่นข้อเสนอขอเพิ่มโควตานำเข้าเนื้อวัวแบบปลอดภาษี (zero-tariff beef quotas) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อียูไม่สามารถยอมรับได้ในขณะนั้น ประเด็นดังกล่าวได้หวนคืนสู่โต๊ะเจรจาในเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา แม้ว่าสองฝ่ายจะได้บรรลุการเจรจาความตกลงการค้าเสรีแล้ว และได้มีการเปิดตลาดสินค้าเนื้อวัวแบบโควตาให้กับออสเตรเลีย แต่อียูยังคงประสบกับแรงต้านภายในจากภาคการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน บทความนี้จึงจะกล่าวถึงบริบทที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตลาดเนื้อวัวระหว่างอียูกับออสเตรเลียซึ่งน่าสนใจและอาจใช้ประโยชน์ในกรณีของไทยได้ ดังนี้
บทเรียนจาก Mercosur
ในกรณีของ Mercosur นั้น คณะกรรมาธิการยุโรปเคยพยายามลดแรงต่อต้านจากกลุ่มเกษตรกรยุโรปด้วยการเสนอมาตรการคุ้มครองเกษตรกรในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อาทิ กลไกการระงับหรือจำกัดมาตรการที่ตกลงกันไว้ชั่วคราวในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน (Emergency brake) หรือการยกระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้า ซึ่งแม้มาตรการดังกล่าวจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ แต่กลับส่งผลให้เกิดกระแสการประท้วงอย่างรุนแรงของกลุ่มเกษตรกร จนนำไปสู่การที่สภายุโรปยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปเพื่อตรวจสอบความชอบธรรมของข้อตกลงดังกล่าว
ในกรณีของออสเตรเลีย อียูเผชิญกับแรงกดดันในลักษณะเดียวกับการเจรจากับประเทศในกลุ่ม Mercosur เนื่องจากออสเตรเลียถือเป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี ค.ศ. 2025 ปริมาณการส่งออกเนื้อวัวของออสเตรเลียทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.5 ล้านตันทั่วโลก อย่างไรก็ดี อียูยังคงเป็นตลาดปลายทางที่มีสัดส่วนการนำเข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นาย David Kleimann ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ ระบุว่าเนื้อวัวจากออสเตรเลียมีความแตกต่างจากอเมริกาใต้ เนื่องจากไม่ได้เน้นการแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก แต่เน้นการสร้างจุดเด่นด้านคุณภาพ ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) และความยั่งยืน นอกจากนี้ นาย Dorin-Ciprian Grumaz จากสถาบันมหาวิทยาลัยยุโรป (EUI) ระบุว่า ประเด็นเรื่องกระบวนการผลิตที่ต้องห้ามในอียู อาทิ การใช้สารเร่งการเจริญเติบโต (Growth hormones) ไม่ถือเป็นข้อจำกัดหลักในการส่งออกของออสเตรเลียเนื่องจากมีการจัดวางระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพรองรับไว้แล้ว
ประเด็นปัญหาโควตาเนื้อวัว
สำหรับกรณีความขัดแย้งทางการค้าระหว่างอียู-ออสเตรเลียนั้น ประเด็นหลักมิได้อยู่ที่มาตรฐานการผลิตที่เทียบเท่ากัน (ดังเช่นกรณีของกลุ่ม Mercosur) แต่เป็นเรื่องของการจัดสรรปริมาณโควตาที่จะอนุญาตให้มีการนำเข้าเนื้อวัว โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะสามารถผ่อนปรนการเพิ่มโควตานำเข้าเนื้อวัวในปริมาณเท่าใด โดยไม่ส่งผลให้เกิดกระแสการต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มเกษตรกรภายในยุโรปอีกครั้ง ในท้ายที่สุด คณะกรรมาธิการฯ ได้บรรลุการเจรจาโควตานำเข้าเนื้อวัวจากออสเตรเลียที่ระดับ 30,600 ตันต่อปี โดยทยอยเพิ่มในระยะเวลา 10 ปี
ความสำคัญของตลาดอียูต่อออสเตรเลีย
การเข้าถึงตลาดอียูมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อออสเตรเลียเพื่อกระจายความเสี่ยงทางการค้าหลังจากที่จีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้มาตรการทางภาษีในอัตราร้อยละ 55 สำหรับการส่งออกเนื้อวัวที่เกินกว่าโควตาที่กำหนดตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทศของจีนเอง อีกทั้ง ออสเตรเลียยังคงต้องเผชิญกับกำแพงภาษีของอียู ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้ผลิตและสมาพันธ์เกษตรกรแห่งชาติออสเตรเลีย (NFF) ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเข้าถึงตลาดอียูอย่างเป็นรูปธรรม โดยนาย Hamish McIntyre ประธานสมาพันธ์ฯ ได้กล่าวย้ำเมื่อเดือนที่ผ่านมาว่าคณะเจรจาของออสเตรเลียจำต้องเดินหน้าผลักดันการเจรจาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรมของออสเตรเลีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มผู้ผลิตเนื้อแดง ผลิตภัณฑ์นม น้ำตาล และข้าว ซึ่งท้ายที่สุดก็ได้สิทธิประโยชน์การนำเข้าแบบโควตา
ข้อกังวลของกลุ่มภาคเกษตรกรรม
ในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปมุ่งเน้นยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางการค้าด้วยการแสวงหาพันธมิตรใหม่ กลุ่มเกษตรกรยุโรปกลับมีความวิตกอย่างต่อเนื่องว่าตนจะต้องกลายเป็นผู้รับภาระจากผลกระทบของการตัดสินใจทางการเมืองดังกล่าว โดยนาย Liam MacHale ผู้แทนสมาคมเกษตรกรไอริชประจำกรุงบรัสเซลส์ แสดงความกังวลว่าหากอียูพิจารณาเพิ่มโควตานำเข้าเนื้อวัวให้แก่ออสเตรเลียในระดับที่สูงกว่าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีที่ผ่านมา อาจส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เนื้อวัวตัดแต่งคุณภาพสูง (high-value cuts) จากออสเตรเลียเข้ามาแข่งขันโดยตรงกับสินค้าเนื้อวัวของไอร์แลนด์ การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพด้านราคาในตลาดเท่านั้น แต่ยังเป็นการซ้ำเติมปัญหาเดิมจากการนำเข้าเนื้อวัวภายใต้ข้อตกลงอียู-Mercosur ที่กำลังจะมีขึ้นในอนาคตอีกด้วย และแม้ว่าสมาชิกสภายุโรป (MEPs) จะเคยเรียกร้องให้มีมาตรการการป้องกันแบบทวิภาคี (bilateral safeguard measures) เพื่อคุ้มครองผู้ผลิตภายในจากการทะลักของสินค้านำเข้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 อย่างไรก็ดีในปัจจุบันการให้สัตยาบันในข้อตกลงดังกล่าวกลับทวีความยากลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากความแตกแยกภายในรัฐสภาภายหลังกรณีพิพาท Mercosur
ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ราคาสินค้าเกษตรดิ่งตัวลง นาง Jessika van Leeuwen สมาชิกสภายุโรปจากพรรค Farmer-Citizen Movement ยืนยันว่าจะทำการตรวจสอบข้อตกลงอย่างเข้มงวด ขณะที่นายBenoit Cassart สมาชิกสภายุโรปชาวเบลเยียม ได้เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปยุติการแลกผลประโยชน์ของเกษตรกรเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการค้าด้านอื่น
ด้านนาย David Kleimann ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า ตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางที่เคยใช้แก้ไขความไม่พอใจจากตกลงการค้า
อียู-Mercosur อาจไม่สามารถนำมาใช้กับกรณีของออสเตรเลียได้ เนื่องจากในปัจจุบัน แม้จะมีการเสนอมาตรการป้องกันเพิ่มเติมหรือการจ่ายเงินชดเชยล่วงหน้าให้แก่เกษตรกร ก็ยังไม่เพียงพอที่จะลดแรงต้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี ข้อตกลงระหว่าง
อียู-ออสเตรเลียดูจะส่งผลให้เกิดสภาวะตื่นตระหนกหรือการวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงน้อยกว่ากรณีของกลุ่มMercosur
อ้างอิง:
รูปภาพประกอบ