ความตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป–ออสเตรเลีย (EU–Australia FTA)

ความตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป–ออสเตรเลีย (EU–Australia FTA)

วันที่นำเข้าข้อมูล 28 เม.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 เม.ย. 2569

| 103 view

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 สหภาพยุโรปและออสเตรเลียได้ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันภายหลังการเจรจาที่ยาวนานกว่า 8 ปี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างทั้งสองฝ่าย ความตกลงดังกล่าวครอบคลุมการเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการ รวมถึงการเสริมสร้างเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ลงนามในความเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (Security and Defence Partnership: SDP) เพื่อยกระดับความร่วมมือในการจัดการวิกฤตและรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงด้วย

สาระสำคัญในความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับออสเตรเลียประกอบด้วย

  • การเปิดเสรีสินค้า สหภาพยุโรปเปิดตลาดสินค้าอุตสาหกรรมเกือบทุกรายการ (ยกเว้นสินค้าเหล็กบางประเภท) ขณะที่ออสเตรเลียยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากสหภาพยุโรปเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายสามารถเข้าถึงตลาดระหว่างกันได้มากขึ้น
  • การกำหนดโควตาสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหว (Tariff rate quotas: TRQs) สหภาพยุโรปอนุญาตให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหวจากออสเตรเลียภายใต้โควตา อาทิ เนื้อวัว (30,600 ตันต่อปี โดยทยอยเพิ่มภายใน 10 ปี) เนื้อแกะ (25,000 ตันต่อปี ภายใน 7 ปี) น้ำตาล (35,000 ตัน) และข้าว (8,500 ตัน โดยทยอยเพิ่มภายใน 5 ปี)
  • การเปิดเสรีภาคบริการ ออสเตรเลียเปิดเสรีการค้าบริการในสาขาสำคัญ รวมถึงบริการทางการเงินและโทรคมนาคม อันเอื้อให้ผู้ประกอบการจากสหภาพยุโรปสามารถขยายการให้บริการในตลาดออสเตรเลียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ออสเตรเลียปรับเพิ่มเกณฑ์มูลค่ารถยนต์นำเข้าจากสหภาพยุโรปที่เข้าข่ายเป็นรถยนต์หรู เป็นคันละ 72,000 ยูโร โดยรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องเสียภาษีในอัตรา 33%
  • การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical indications: GI) ออสเตรเลียให้การรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของสหภาพยุโรป ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหารจำนวน 165 รายการ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวน 231 รายการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการคุ้มครองชื่อสินค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยุโรป
  • ออสเตรเลียรับรองว่าจะไม่ใช้มาตรการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบสำคัญ (Critical raw materials: CRMs) ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป อันช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว

 

แม้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับออสเตรเลียจะถูกมองว่าเป็นความก้าวหน้าสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ก็เผชิญกับความท้าทายจากแรงต้านภายใน โดยเฉพาะจากภาคเกษตรกรรมและฝ่ายนิติบัญญัติของสหภาพยุโรป ประเด็นสำคัญอยู่ที่ผลกระทบสะสมจากความตกลงการค้าเสรีก่อนหน้า โดยเฉพาะความตกลงระหว่างสหภาพยุโรป-Mercosur ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลว่าการเปิดตลาดให้สินค้าอ่อนไหว อาทิ เนื้อวัว น้ำตาล และข้าว จากหลายแหล่ง อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดภายในและความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตยุโรป ซึ่งแม้ว่าความตกลงจะมีการกำหนดโควตาและกลไกป้องกัน (safeguard mechanism) แต่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางส่วนยังมองว่ามาตรการดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดในด้านความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการบังคับใช้ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับขอบเขตการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยเฉพาะในกรณีที่อนุญาตให้ผู้ผลิตในออสเตรเลียบางรายสามารถใช้ชื่อสินค้าที่มีชื่อเสียงของยุโรปต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ซึ่งอาจส่งผลต่อความชัดเจนและความเข้มแข็งของระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของสหภาพยุโรปในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย ความตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับออสเตรเลียจะส่งผลกระทบต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย ซึ่งอาจต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจากภาคเกษตรกรรมของอียูเพิ่มขึ้นในบางสินค้า ตลอดจนการแข่งขันส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังตลาดยุโรปในระยะยาวเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้แล้ว เนื่องจากออสเตรเลียจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการเข้าถึงตลาดที่มากขึ้น ส่งผลให้สินค้าเกษตรของออสเตรเลียสามารถแข่งขันด้านราคาและมาตรฐานได้ ขณะเดียวกัน มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นภายใต้ความตกลงดังกล่าว อาจเป็นแรงกดดันให้ไทยต้องเร่งยกระดับคุณภาพการผลิต การรับรองมาตรฐานสากล และความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน

ในระยะต่อไป สหภาพยุโรปจะเผยแพร่เนื้อหาของร่างความตกลงดังกล่าวในเร็ว ๆ นี้ โดยร่างดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการภายในที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอให้คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปพิจารณาการลงนาม โดยเมื่อคณะมนตรีฯ เห็นชอบแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงจะสามารถลงนามในความตกลงได้

ภายหลังการลงนาม ความตกลงจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภายุโรป และคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปอีกครั้งเพื่อให้มีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ ความตกลงจะมีผลบังคับใช้โดยสมบูรณ์เมื่อออสเตรเลียดำเนินการให้สัตยาบันตามขั้นตอนทางกฎหมายภายในเสร็จสิ้นแล้ว

 

 

อ้างอิง:

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_26_645

https://www.euronews.com/my-europe/2026/03/24/eu-australia-trade-deal-draws-ire-of-farmers-and-lawmakers

https://www.facebook.com/ThaiCommerce.Brussels/posts/eu-สรุปดีลเจรจา-fta-กับออสเตรเลีย-เมื่อวันที่-24-มีนาคม-2569-สหภาพยุโรป-ออสเตรเล/1376537884512935/

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ