คณะกรรมาธิการยุโรปเผยแพร่แนวปฏิบัติเพิ่มเติมตามกฎระเบียบ PPWR
คณะกรรมาธิการยุโรปเผยแพร่แนวปฏิบัติเพิ่มเติมตามกฎระเบียบ PPWR
วันที่นำเข้าข้อมูล 15 มิ.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 15 มิ.ย. 2569
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เผยแพร่เอกสารแนวปฏิบัติฉบับสมบูรณ์เพื่ออธิบายข้อกำหนดสำคัญหลายประการของกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) (สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ทาง https://ec.europa.eu/transparency/documents-register/api/files/C(2026)3702?ersIds=090166e52e8ff764)
เอกสารดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้สารกลุ่ม PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร ขอบเขตของข้อห้ามบรรจุภัณฑ์ (packaging bans) การกำหนดความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ ความเชื่อมโยงระหว่างการกำหนดมาตรการของอียูและมาตรการของประเทศสมาชิก ตลอดจนแนวทางการดำเนินการตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ซ้ำ (reuse) และระบบมัดจำคืนเงินบรรจุภัณฑ์ (Deposit-Return Systems: DRS)ข้อกำหนดด้านความสามารถในการย่อยสลายทางชีวภาพ (compostability) การติดฉลากสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ตลอดจนบทเฉพาะกาลสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่ได้วางจำหน่ายในตลาดก่อนที่กฎระเบียบฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวระบุว่า กฎระเบียบ PPWR เป็นการกำหนดกรอบกฎเกณฑ์ที่มีการปรับให้สอดคล้องกันในอียู โดยเปิดช่องให้ประเทศสมาชิกสามารถกำหนดมาตรการที่แตกต่างกันออกไปได้ในบางกรณี ตราบเท่าที่มาตรการดังกล่าวมีความได้สัดส่วนและไม่ก่อให้เกิดการบิดเบือนตลาดภายในของอียู
ตัวอย่างคำอธิบายในแนวปฏิบัติดังกล่าวมี ดังนี้
1) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้สารกลุ่ม PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร
เอกสารดังกล่าวยืนยันว่า จะไม่มีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารที่ใช้สารกลุ่ม PFAS ที่คงค้างในสต็อกสินค้า กล่าวคือ หลังจากวันที่ 12 สิงหาคม 2569 บรรจุภัณฑ์อาหาร รวมถึงที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลที่วางจำหน่ายในตลาดจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเกณฑ์ขั้นต่ำของปริมาณ PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหารตามมาตรา 5(5) ของกฎระเบียบ PPWR ดังนี้ (1) มีสารกลุ่ม PFAS แต่ละชนิดไม่เกิน 25 ppb (2) มีสารกลุ่ม PFAS ที่ปรากฏรวมไม่เกิน 250 ppb และ (3) มีปริมาณสาร PFAS รวมถึงในรูปแบบโพลีเมอร์ไม่เกิน 50 ppm ทั้งนี้ สำหรับบรรจุภัณฑ์ที่วางจำหน่ายก่อนหน้าวันที่ผลบังคับใช้และไม่เป็นไปตามข้อกำหนดนี้ สามารถวางขายต่อไปได้และจะไม่ถูกถอนออกจากตลาด
เอกสารดังกล่าวยังยอมรับว่า ปัจจุบัน ในอียูยังไม่มีการทำให้วิธีการตรวจ PFAS เป็นรูปแบบเดียวกัน (no harmonised EU methodology) อย่างไรก็ดี ได้แนะนำให้ตรวจหาค่าฟลูออรีนก่อน โดยหากเกินค่าที่กำหนด ให้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ค่าฟลูออรีนดังกล่าวเกิดมาจากสารกลุ่ม PFAS หรือไม่ และค่า PFAS เกินที่กำหนดหรือไม่
2) นิยามของการวางจำหน่ายในตลาดอียู
เอกสารแนวปฏิบัติได้อธิบายนิยามของการวางจำหน่ายบรรจุภัณฑ์อาหารในตลาดอียู ดังนี้ (1) สำหรับบรรจุภัณฑ์เพื่อการขายและแบบขายรวมชุด จะถือว่ามีการวางจำหน่ายในตลาดเมื่อบรรจุภัณฑ์ถูกบรรจุแล้ว เนื่องจากขั้นตอนการแปรรูปขั้นสุดท้าย เช่น การปิดผนึก อาจมีผลต่อการปฏิบัติตามข้อกำหนด และ (2) สำหรับบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งและบรรจุภัณฑ์เพื่อการบริการ จะถือว่ามีการวางจำหน่ายในตลาดเมื่อบรรจุภัณฑ์ถูกจัดจำหน่ายในสภาพที่ยังว่างเปล่า
3) ขอบเขตของบรรจุภัณฑ์ต้องห้าม (packaging bans) และความเชื่อมโยงกับคำสั่งว่าด้วยพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-Use Plastics Directive: SUPD)
เอกสารดังกล่าวได้ระบุถึงขอบเขตของมาตรการห้ามใช้บรรจุภัณฑ์บางประเภท และอธิบายว่ามาตรการเหล่านี้เกี่ยวข้องหรือใช้ร่วมกับคำสั่งว่าด้วยพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-Use Plastics Directive: SUPD) อย่างไร โดยคณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า มาตรการที่ใช้กับบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวบางประเภทไม่ได้ครอบคลุมเพียงแต่บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกล้วนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบรรจุภัณฑ์ชนิดผสม (composite packaging) ที่มีพลาสติกเป็นองค์ประกอบในสัดส่วนอย่างน้อยร้อยละ 5 ของน้ำหนักรวม ทั้งนี้ สำหรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่อยู่ภายใต้ภาคผนวก V ของกฎระเบียบ PPWR ให้ยึดตามบทบัญญัติ PPWR เป็นหลัก ขณะที่คำสั่งว่าด้วยพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (SUPD) ยังคงใช้บังคับกับผลิตภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวประเภทอื่นที่อยู่ในขอบเขตของคำสั่งว่าด้วยพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (SUPD)
4) ความแตกต่างระหว่างคำ “manufacturer” และ “producer” ภายใต้ PPWRในประเด็นความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility)
คณะกรรมาธิการได้แยกแยะระหว่าง “ผู้ผลิต (manufacturer)” และ “ผู้ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์/ผู้รับผิดชอบภายใต้ EPR (producer)” ว่าเป็นบทบาทของผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจสองประเภทที่แตกต่างกันภายใต้ PPWR โดยได้ชี้แจงว่า “producer” ตาม “EPR โดยแก่นแล้วคือผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจที่เป็นฝ่ายแรกซึ่งทำให้บรรจุภัณฑ์หรือสินค้าที่บรรจุแล้วถูกนำออกวางจำหน่าย ซึ่งอาจเป็นผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้บรรจุสินค้า หรือผู้จัดจำหน่ายก็ได้ ขึ้นอยู่กับรูปแบบห่วงโซ่อุปทาน แต่ต้องมี “producer” เพียงรายเดียวต่อหนึ่งหน่วยบรรจุภัณฑ์ต่อหนึ่งรัฐสมาชิก และ “producer” รายนี้คือผู้ที่ต้องขึ้นทะเบียนตามกฎ EPR รวมทั้งเป็นผู้รับผิดชอบการรายงานและการชำระค่าธรรมเนียมภายใต้ระบบ EPRและอาจมีการกำหนดแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศสมาชิก โดยคำนึงถึงประเทศที่บรรจุภัณฑ์ถูกนำออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก และประเทศที่บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวมีแนวโน้มจะกลายเป็นขยะบรรจุภัณฑ์ในภายหลัง ส่วน “manufacturer” มีหน้าที่รับผิดชอบให้แน่ใจว่า บรรจุภัณฑ์ที่นำออกสู่ตลาดเป็นไปตามข้อกำหนดด้านการออกแบบ ความยั่งยืน และการแสดงฉลาก เป็นต้น
รูปภาพประกอบ