ก้าวต่อไปของกฎระเบียบอียู: จาก Simplification สู่ Competitiveness
วันที่นำเข้าข้อมูล 26 ส.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 26 ส.ค. 2569
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กฎระเบียบได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่สหภาพยุโรป (อียู) ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายและกำหนดทิศทางการพัฒนาของอียูในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทว่า เมื่อกฎเกณฑ์มีความซับซ้อนมากขึ้น ภาระและต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎของผู้ประกอบการก็เพิ่มขึ้น จนอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของยุโรป อียูจึงผลักดันการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ (simplification) เพื่อคลี่คลายภาระดังกล่าว แต่แนวทางนี้กลับเผชิญข้อจำกัดและผลลัพธ์ที่ยังไม่ชัดเจน บทความนี้จึงนำเสนอบทวิเคราะห์จาก Forefront เพื่อสะท้อนพัฒนาการและข้อจำกัดของแนวทางดังกล่าว ตลอดจนทิศทางของอียูในระยะต่อไป
1. การลดความซับซ้อนของกฎระเบียบของอียู (simplification)
ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้ให้ความสำคัญกับ “การลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ” อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนและปรับปรุงกฎระเบียบในหลายด้าน ตั้งแต่ กฎด้านการรายงานและการตรวจสอบความยั่งยืน เช่น Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) และ Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) ไปจนถึงการออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น EU Deforestation Regulation (EUDR) และ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาระในการดำเนินงาน ลดความซ้ำซ้อน และทำให้กฎสามารถนำไปปฏิบัติได้ง่ายและสอดคล้องกันทั่วทั้งอียู แนวทางดังกล่าวได้รับกระแสตอบรับที่ดีในช่วงเริ่มต้นจากภาคอุตสาหกรรมและประเทศสมาชิก เนื่องจากถูกมองว่าจะช่วยลดต้นทุนของภาคธุรกิจและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอียู (competitiveness) ทว่า เมื่อมาตรการเหล่านี้เริ่มเข้าสู่การปฏิบัติจริง ประเด็นสำคัญกลับอยู่ที่ว่า “การลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ” สามารถลดภาระของภาคธุรกิจได้จริงหรือไม่
2. ข้อจำกัดและปัญหาจากการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบของอียู
อย่างไรก็ตาม เมื่อการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบเริ่มเข้าสู่การปฏิบัติจริง ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามความคาดหวังในช่วงแรก โดยเฉพาะการลดต้นทุนของภาคธุรกิจที่ยังไม่เกิดขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ การเลื่อนกำหนดเวลาและการแก้ไขกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องกลับทำให้บริษัทต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนในการเตรียมความพร้อมและปฏิบัติตามข้อกำหนด ตัวอย่างเช่น กรณี EUDR ที่มีการเลื่อนกำหนดเวลาบังคับใช้หลายครั้ง ประกอบกับการขาดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและทันท่วงที ส่วนในกรณี PPWR ภาคธุรกิจก็ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับแนวทางการนำกฎไปปฏิบัติและกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ประเด็นดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นว่า สำหรับภาคธุรกิจแล้ว การมีกฎระเบียบที่ชัดเจนและสามารถคาดการณ์ได้ อาจมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการมุ่งลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ
ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมาธิการยุโรปมองว่า ประเทศสมาชิกเองก็มีส่วนทำให้การลดความซับซ้อนของกฎระเบียบเดินหน้าได้ยาก เนื่องจากแต่ละประเทศสมาชิกยังต้องการคงกฎเกณฑ์และระบบกฎหมายภายในประเทศของตนไว้ ดังเช่นกรณี 28th regime ซึ่งการเจรจาเกิดความล่าช้าจากข้อกังวลของประเทศสมาชิกเกี่ยวกับฐานทางกฎหมายของข้อเสนอ รวมถึงความพยายามที่จะไม่รวมบทบัญญัติด้านการล้มละลายไว้ในกรอบกฎหมายที่เสนอเพื่อคงไว้ภายใต้ระบบกฎหมายภายในประเทศ ประเด็นเหล่านี้สะท้อนว่า การลดความซับซ้อนของกฎระเบียบจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามของคณะกรรมาธิการยุโรปเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องอาศัยความเห็นพ้องจากประเทศสมาชิกด้วยเช่นกัน
3. อียูได้อะไรจากการการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ
หากพิจารณาถึงผลลัพธ์ในช่วงเริ่มต้น ประโยชน์จากการดำเนินการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีกว่าจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น หากจะกล่าวว่าแนวทางดังกล่าวไม่สามารถบรรลุผลตามเป้าหมายก็อาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะนอกจากผลที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจโดยตรงแล้ว การดำเนินการดังกล่าวยังทำให้ฝ่ายกำหนดนโยบายและฝ่ายนิติบัญญัติของอียูตระหนักมากขึ้นว่ากฎระเบียบแต่ละฉบับมีต้นทุนและสร้างภาระให้แก่ภาคธุรกิจในทางปฏิบัติ ส่งผลให้การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการลดภาระทางกฎระเบียบกลายเป็นวาระสำคัญ และอาจมีบทบาทต่อแนวทางการออกกฎหมายของอียูในอนาคต
อย่างไรก็ตาม บทความของ Forefront ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบอาจยังไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอียูได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากปัจจุบัน ผลทางเศรษฐกิจจากการดำเนินการดังกล่าวยังไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนมากนัก ทั้งนี้ อียูยังคงเน้นการปรับแก้กฎระเบียบที่มีอยู่ มากกว่าการลดหรือตัดทอนกฎระเบียบลงอย่างแท้จริง
4. The Next Phase: จาก Simplification สู่ Competitiveness
การลดความซับซ้อนของกฎระเบียบอาจยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่า ช่วยลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอียูได้จริงหรือไม่ แต่กระบวนการดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการออกแบบกฎระเบียบที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและไม่สร้างภาระเกินความจำเป็น ความท้าทายในระยะต่อไปของคณะกรรมาธิการยุโรปจึงไม่ใช่เพียงการทำให้กฎระเบียบ “ง่ายขึ้น” แต่คือการก้าวไปสู่การกำหนดนโยบายที่มุ่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอียู ควบคู่กับการพัฒนานโยบายด้านความยั่งยืนและอุตสาหกรรมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
-
อ้างอิง: forefront, “Is the Commission’s simplification era coming to an end?”
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ