แนวทางการรับมือวิกฤตพลังงานของอียู

วันที่นำเข้าข้อมูล 28 ต.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 28 ต.ค. 2569

| 8 view

วิกฤตพลังงานที่สหภาพยุโรป (อียู) กำลังเผชิญ ทั้งการปรับตัวสูงขึ้นของค่าไฟฟ้าและราคาเชื้อเพลิง รวมถึงความกังวลด้านความมั่นคงของอุปทานพลังงาน ได้กลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญเชิงนโยบายของอียูโดยอียูอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตพลังงานในหลายด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอุปทานพลังงาน อย่างไรก็ดี ยังมีความไม่แน่นอนว่ามาตรการต่าง ๆ จะเพียงพอต่อการรับมือวิกฤตพลังงานหรือไม่ โดยบทความนี้จะนำเสนอภาพรวมแนวทางการรับมือวิกฤตพลังงานของอียูและประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

 

1. การเพิ่มความยืดหยุ่นทางการคลังเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน (More Fiscal Flexibility)

คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศให้ประเทศสมาชิกสามารถใช้จ่ายงบประมาณสำหรับมาตรการด้านพลังงานได้ไม่เกินร้อยละ 0.3 ของ GDP ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยที่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะไม่ถูกนำไปนับรวมในเกณฑ์เพดานการขาดดุลงบประมาณของอียูที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 3 ของ GDP

อย่างไรก็ดี แม้ว่าช่วงแรกอิตาลีเป็นประเทศหลักที่ผลักดันแนวทางดังกล่าว หากแต่ต่อมาเห็นว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อการรับมือวิกฤตพลังงาน โดยมีข้อกังวลสำคัญ2 ประการ ได้แก่ 1) วงเงินที่จำกัดเพียงร้อยละ 0.3 ของ GDP ต่อปี อาจไม่เพียงพอต่อการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และ 2) เงื่อนไขการใช้จ่ายไม่ครอบคลุมการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงเพิ่มเติม แต่มุ่งเน้นเฉพาะการลงทุนด้านพลังงานระยะยาว เช่น การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ด้วยเหตุนี้ อิตาลีจึงเรียกร้องให้ขยายวงเงินและผ่อนปรนเงื่อนไขการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าได้มากขึ้น ขณะที่กรีซและประเทศสมาชิกอื่นเห็นว่า กรอบกฎเกณฑ์ทางการคลัง (fiscal framework) ของอียูอาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤตพลังงาน จึงคาดว่าจะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นให้คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาขยายวงเงินและผ่อนปรนเงื่อนไขการใช้จ่ายดังกล่าว

 

2. การปรับปรุงกฎระเบียบด้านพลังงาน: เลื่อนบังคับใช้ข้อกำหนดบางส่วนภายใต้ Methane Regulation

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอเลื่อนการบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยควบคุมการปล่อยก๊าซมีเทน (Methane Regulation) สำหรับการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศออกไป 1 ปี จากกำหนดการเดิมวันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นปี 2571โดยสาระสำคัญของกฎระเบียบดังกล่าวกำหนดให้ผู้จัดหาพลังงานจากต่างประเทศต้องตรวจวัดและรายงานการปล่อยก๊าซมีเทน รวมถึงแสดงหลักฐานว่าการนำเข้าเป็นไปตามมาตรฐานที่เทียบเท่ากับข้อกำหนดของอียู ภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2572 ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาของสภายุโรปและประเทศสมาชิกก่อนมีผลบังคับใช้[1]

สำหรับท่าทีของประเทศสมาชิกอียู หลายประเทศมีท่าทีสนับสนุนการเลื่อนบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว อย่างไรก็ดี ประเทศคู่ค้าด้านพลังงานรายสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และกาตาร์ แสดงความกังวลว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้ส่งออกเปลี่ยนทิศทางการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดอื่นแทนอียู

 

3. การพิจารณาปรับปรุงระบบ EU ETS และ ETS2

อิตาลีและประเทศสมาชิกหลายประเทศในยุโรปตะวันออกเรียกร้องให้อียูทบทวนระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (EU Emissions Trading System: EU ETS) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน โดยมีข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ 1) การลดหรือระงับการโอนสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่คลังคาร์บอนสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพทางตลาด (Market Stability Reserve: MSR) เป็นการชั่วคราว 2) การผ่อนผันระบบ EU ETSเป็นการชั่วคราวสำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และ 3) การทบทวนกำหนดการเริ่มบังคับใช้ระบบ ETS2 สำหรับภาคอาคารและการขนส่งทางถนนในปี 2571

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม 2569 ที่ประชุมคณะมนตรียุโรป[2] (European Council) ได้มีการหารือเกี่ยวกับการทบทวนระบบ EU ETS โดยที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของตลาดคาร์บอน การลดความผันผวนของราคาคาร์บอน บรรเทาผลกระทบที่มีต่อราคาไฟฟ้า ฯลฯ อย่างไรก็ดี ที่ประชุมยังไม่ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับการเลื่อนบังคับใช้ระบบ ETS2 ทั้งนี้ ได้เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินผลกระทบของETS2 เพิ่มเติมก่อนการพิจารณาในระยะต่อไป

 

4. การระบายน้ำมันสำรองเพิ่มเติม

การระบายน้ำมันสำรองออกสู่ตลาดเพิ่มเติมยังเป็นหนึ่งในทางเลือกของอียูในการรับมือกับวิกฤตราคาพลังงาน เนื่องจากอียูยังมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลที่สามารถนำออกสู่ตลาดได้ อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ประเทศสมาชิกองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ได้เห็นชอบให้ระบายน้ำมันสำรองในปริมาณมากไปแล้ว การดำเนินการเพิ่มเติมจึงอาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองของประเทศต่าง ๆ ลดลง และเพิ่มความเสี่ยงหากเกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานในอนาคต ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของประเทศในอียูจึงมีแนวโน้มต้องการให้สหรัฐฯ เข้าร่วมดำเนินการดังกล่าว เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันที่สามารถนำออกสู่ตลาด

 

5. สถานการณ์การสำรองก๊าซธรรมชาติของประเทศสมาชิกอียู

สถานการณ์ปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม เนื่องจากประเทศสมาชิกอียูมีปริมาณก๊าซสำรองแตกต่างกัน โดยอิตาลีมีความคืบหน้าในการจัดเก็บก๊าซสำรองเป็นไปตามแผน ขณะที่เยอรมนียังมีปริมาณสำรองต่ำกว่าเป้าหมาย และได้ดำเนินการเพิ่มปริมาณก๊าซสำรองแล้ว ทั้งนี้ อียูยังเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงด้านอุปทานพลังงานกับการควบคุมราคาก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากการกำหนดข้อบังคับหรือให้เงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มปริมาณก๊าซสำรองอาจกระตุ้นความต้องการซื้อและผลักดันราคาให้สูงขึ้น ในทางกลับกัน หากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจในการจัดเก็บก๊าซสำรอง เนื่องจากไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของอียูในช่วงที่มีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น

 

6. บทสรุป

แนวทางการรับมือวิกฤตพลังงานของอียูมุ่งเน้นมาตรการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) การเพิ่มความยืดหยุ่นทางการคลัง 2) การปรับปรุงกฎระเบียบด้านพลังงาน และ 3) การเสริมสร้างความมั่นคงด้านอุปทานพลังงาน อย่างไรก็ดี ประสิทธิผลของมาตรการดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับขอบเขตและความรวดเร็วในการดำเนินการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจของอียู

 

-

อ้างอิง: Forefront, “Europe’s response to the energy crisis”

 

 

[1] https://www.nia.go.th/news/page/detail/15354/

[2] สรุปสาระสำคัญของการประชุม European Council เมื่อวันที่ 15-16 ตุลาคม 2569 ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่https://www.consilium.europa.eu/en/meetings/european-council/2026/10/15-16/

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ