อียูเก็บอากรขาเข้า 3 ยูโร สำหรับสินค้า e-Commerce ราคาต่ำกว่า 150 ยูโรจากประเทศ non-EU

วันที่นำเข้าข้อมูล 14 ส.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 14 ส.ค. 2569

| 43 view

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 อียูได้ใช้มาตรการเรียกเก็บอากรขาเข้าในอัตราคงที่ 3 ยูโร สำหรับพัสดุขนาดเล็กที่มีมูลค่าต่ำกว่า 150 ยูโร ซึ่งนำเข้ามายังอียู โดยมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการในอียู ควบคู่กับการยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าและแก้ไขปัญหาการฉ้อฉลทางศุลกากรจากปริมาณการนำเข้าสินค้าผ่านแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)  

 

วิธีการคำนวณอากรศุลกากรและการดำเนินมาตรการ

มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้านี้จะเรียกเก็บในอัตรา 3 ยูโร ต่อประเภทสินค้าตามพิกัดศุลกากร (tariff classification) ที่แตกต่างกันภายในหนึ่งพัสดุ ตัวอย่างเช่น

  • ในพัสดุเดียวกันที่บรรจุเสื้อยืด 5 ตัว ซึ่งอยู่ภายใต้พิกัดศุลกากรเดียวกัน จะเสียอากร 3 ยูโร
  • ในพัสดุเดียวกันที่บรรจุด้วยเสื้อยืดและนาฬิกา ซึ่งเป็นสินค้าคนละประเภท จะต้องเสียอากรรวม 6 ยูโร

 

อียูจะเรียกเก็บอากรดังกล่าวผ่านระบบ Import One-Stop Shop (IOSS) โดยผู้ยื่นใบขนสินค้า (declarant) จะเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการชำระอากร ซึ่งอาจเป็นผู้ขาย ผู้นำเข้า หรือผู้แทนที่ดำเนินพิธีการศุลกากร ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการอาจรวมต้นทุนดังกล่าวไว้ในราคาสินค้าหรือเรียกเก็บจากผู้ซื้อ ส่งผลให้ผู้บริโภคอาจเป็นผู้รับภาระต้นทุนผ่านราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้านี้เป็นมาตรการชั่วคราว ซึ่งมีผลใช้บังคับใช้จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2571 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 อียูได้เผยแพร่เอกสารแนวปฏิบัติ (Guidance) เกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกอบการ e-Commerce สามารถศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยศึกษาข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ https://shorturl.at/OO9Tn

 

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ในภาพรวม มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามของอียูในการปรับระบบศุลกากรให้สอดคล้องกับการเติบโตของ e-Commerce ที่มีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน พร้อมสร้างเงื่อนไขการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้นแก่ผู้ประกอบการภายในอียู อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวย่อมส่งผลต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการจากประเทศ non-อียู อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับผู้บริโภค อาจได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ขายอาจนำภาระอากรดังกล่าวไปรวมไว้ในราคาสินค้าหรือเรียกเก็บเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากผู้ซื้อ สำหรับผู้ประกอบการไทย ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด ระบุว่า ผู้ประกอบการโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่จำหน่ายสินค้ามูลค่าไม่สูงและจัดส่งสินค้าเป็นรายชิ้นจากประเทศไทยไปยังผู้บริโภคในยุโรป อาทิ เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สปา ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ของตกแต่งบ้าน งานหัตถกรรม เครื่องประดับ เสื้อผ้า และสินค้าไลฟ์สไตล์ อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อและความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ขณะที่ผู้ประกอบการที่มีคลังสินค้า ผู้นำเข้า หรือผู้จัดจำหน่ายในอียูอยู่แล้วมีแนวโน้มได้รับผลกระทบน้อยกว่า

 

-

อ้างอิง:

https://commission.europa.eu/news-and-media/news/ensuring-fairness-and-safety-eur3-customs-duty-low-value-parcels-2026-06-29_en

https://www.ditp.go.th/post/it6s9t46ym79dl3fyyx7awkm

https://www.facebook.com/share/p/1DKzGmFe1P/

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ