อียูประกาศใช้กฎระเบียบ End-of-Life Vehicles (ELV) ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
วันที่นำเข้าข้อมูล 24 ก.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 24 ก.ย. 2569
เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 อียูเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยการจัดการยานพาหนะหมดอายุใช้งาน (End-of-Life Vehicles (ELV) Regulation)[1] ซึ่งเป็นการทบทวนกฎระเบียบของอียูเกี่ยวกับการออกแบบ การผลิต การใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนยานพาหนะ (recovery) และการจัดการยานพาหนะที่หมดอายุใช้งาน เพื่อสร้างกฎระเบียบที่มีแบบแผนเดียวกันทั้งอียู
1. กฎระเบียบ End-of-Life Vehicles (ELV)
กฎระเบียบว่าด้วยการจัดการยานพาหนะหมดอายุใช้งาน (End-of-Life Vehicles (ELV) Regulation) คือ กรอบกฎหมายที่ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกแบบ การใช้งาน การใช้ประโยชน์จากชิ้นส่วนยานพาหนะ การแยกชิ้นส่วน และการจัดการยานพาหนะเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดขยะ ยกระดับการรีไซเคิลและการเก็บชิ้นส่วนไปใช้ประโยชน์และการคงวัตถุดิบมีค่าไว้ในอียู กรอบกฎหมายดังกล่าวจะเข้ามาแทนที่ คำสั่งว่าด้วยยานพาหนะที่หมดอายุใช้งาน (Directive 2000/53/EC) ซึ่งประกาศใช้เมื่อปี 2543 และคำสั่งว่าด้วยความสามารถในการใช้ซ้ำ รีไซเคิล และเก็บชิ้นส่วนของยานยนต์ไปใช้ประโยชน์ (Directive 2005/64/EC)ประกาศใช้เมื่อปี 2547 เพื่อปรับปรุงกรอบกฎหมายให้สอดคล้องกับพัฒนาการของอุตสาหกรรมยานยนต์และแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนของอียู
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวต่อคณะมนตรีแห่งอียูและสภายุโรปพิจารณา โดยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 อียูได้ประกาศกฎหมาย ELV ในราชกิจจานุเบกษาของอียู (Official Journal of the European Union) และกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 (20 วันหลังการประกาศ) โดยจะเริ่มปฏิบัติตามข้อกำหนด (apply) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2571 เป็นต้นไป
2. ข้อกำหนดสำคัญในกฎระเบียบ End-of-Life Vehicles
- ข้อกำหนดด้านการหมุนเวียนได้และการออกแบบ ผู้ผลิตต้องออกแบบยานพาหนะให้สามารถรีไซเคิลได้ร้อยละ 85 และสามารถเก็บกู้ซากได้ร้อยละ 95 ของน้ำหนัก
- ข้อกำหนดให้ใช้ส่วนประกอบจากวัสดุรีไซเคิล กำหนดให้ใช้วัสดุรีไซเคิล โดยเฉพาะพลาสติกรีไซเคิล ในสัดส่วนร้อยละ 15 และ 25 ต่อน้ำหนักพลาสติกในรถ ตั้งแต่ปี 2575 และปี 2579 ตามลำดับ ทั้งนี้ ร้อยละ 20 ของพลาสติกรีไซเคิลข้างต้นต้องมาจากซากรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งาน (ELVs) เท่านั้น
- การขยายขอบเขตยานพาหนะ ขยายขอบเขตให้ครอบคลุมยานพาหนะประเภทอื่นเพิ่มเติม ได้แก่ รถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบรรทุก รถพ่วง รถโดยสาร และรถจักรยานยนต์
- การใช้การรีไซเคิลเชิงเคมี ยอมรับการใช้การรีไซเคิลเชิงเคมี (chemical recycling) เพื่อบรรลุเป้าหมายการใช้วัสดุรีไซเคิลโดยใช้วิธีคำนวณแบบมวลรวม และเตรียมออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดวิธีการคำนวณและตรวจสอบภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2571
- การใช้ยางแบบอีลาสโตเมอร์และพลาสติกชีวภาพ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2576 คณะกรรมาธิการยุโรปจะทบทวนพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมพิจารณาความเป็นไปได้ในการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนและนับรวมพลาสติกชีวภาพและอีลาสโตเมอร์เป็นวัสดุรีไซเคิลที่ใช้ในการผลิตยานพาหนะ
- การนำเข้าวัสดุรีไซเคิลจากประเทศ non-EU วัสดุรีไซเคิลจาก ปท. non-EU จะไม่ถูกนับรวมในเป้าหมายส่วนประกอบรีไซเคิลขั้นต่ำจนถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2573 ทั้งนี้ การนำเข้าวัสดุรีไซเคิลจากประเทศ non-EU จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตาม Annex XIII ซึ่งกำหนดให้จัดหาวัสดุรีไซเคิลจากประเทศสมาชิกหรือประเทศอื่นที่ปฏิบัติตามกฎหมายอียูในด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของแรงงาน รวมถึงข้อกำหนดด้าน reuse, recovery และ EPR และต้องผ่านการตรวจสอบจากอียูด้วยเช่นกัน
- ความรับผิดชอบของผู้ผลิต ระบบ EPR จะเริ่มดำเนินการ 3 ปีหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ (ประมาณปี 2572) โดยกำหนดให้ผู้ผลิตยานพาหนะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและการบริหารจัดการที่เกี่ยวกับยานพาหนะตลอดอายุการใช้งาน และมีผลบังคับใช้ครอบคลุมทั่วทั้งอียู
สำหรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบและติดตามผล ประเทศสมาชิกจะเป็นผู้ติดตามการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ELV โดยมีระบบดิจิทัลสนับสนุนการรายงานและตรวจสอบย้อนกลับ รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทั้งนี้ กฎหมายเดิมกำหนดให้ประเทศสมาชิกติดตามและรายงานผลการใช้ซ้ำ การเก็บกู้ และการรีไซเคิลทุกปีภายใน 18 เดือนหลังสิ้นปีนั้น และจะมีผลจนถึงเดือนกันยายน 2571
3. กรอบระยะเวลาการดำเนินการ
คณะกรรมาธิการยุโรปจะทยอยออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็น รวมถึงมาตรการเกี่ยวกับวิธีการคำนวณส่วนประกอบรีไซเคิลและเป้าหมายการใช้เหล็กและอะลูมิเนียมรีไซเคิล โดยกฎระเบียบ ELV มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 และจะทยอยเริ่มดำเนินการตามข้อกำหนดตั้งแต่เดือนกันยายน 2571 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ข้อกำหนดสำคัญจะทยอยมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2574-2576 ครอบคลุมการส่งออกยานพาหนะ การขยายขอบเขตประเภทยานพาหนะ การใช้พลาสติกรีไซเคิล ตลอดจนการใช้เหล็กและอะลูมิเนียมรีไซเคิล
4. แนวโน้มความต้องการวัสดุรีไซเคิลในตลาดอียู
หนึ่งในประเด็นสำคัญของกฎระเบียบ ELV คือ การผลักดันให้เกิดความต้องการวัสดุรีไซเคิลในอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนต้องปรับกระบวนการผลิตและจัดหาวัตถุดิบให้สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว ขณะเดียวกัน ICIS ประเมินว่า ภายในปี 2583 อียูอาจมีความต้องการพลาสติกรีไซเคิลสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ประมาณ 500,000-600,000 ตันต่อปี ขณะที่กำลังการผลิตพลาสติกรีไซเคิลจากการรีไซเคิลเชิงเคมีของอียูในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 190,000 ตันต่อปี จึงมีแนวโน้มเกิดความต้องการนำเข้าวัสดุรีไซเคิลจากประเทศ non-EU เพิ่มขึ้น และเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่สามารถผลิตวัสดุรีไซเคิลได้ตามมาตรฐานของอียู
5. บทสรุป: นัยต่อประเทศไทย
กฎระเบียบ ELV เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของอียูจากระบบการผลิตแบบเส้นตรง (ผลิต-ใช้-ทิ้ง) สู่เศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมุ่งเพิ่มการใช้วัสดุรีไซเคิล ส่งเสริมการนำชิ้นส่วนกลับมาใช้ใหม่ และลดการพึ่งพาวัตถุดิบใหม่ ทั้งยังคาดว่าจะกระตุ้นความต้องการวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูงในตลาดอียูและส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ทั้งในและนอกอียู
กฎระเบียบ ELV มีนัยสำคัญต่อผู้ผลิตยานยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน และผู้ส่งออกวัสดุรีไซเคิล โดยเฉพาะไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค โดยข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า ในปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าในกลุ่มรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบสู่ตลาดโลกเป็นอันดับ 2 มูลค่า 1,032,211.85 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9.27% ของการส่งออกของประเทศ โดยส่งออกมายังตลาดอียูเป็นมูลค่า 42,370 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดอียูต่อภาคยานยนต์ไทย อย่างไรก็ดี ไทยยังไม่มีกฎหมายบังคับจัดการซากยานยนต์ที่หมดอายุการใช้งานเป็นการเฉพาะ และระบบรีไซเคิลซากรถยนต์ยังมีผู้ประกอบการ “ภาคนอกระบบ” (informal sector) เป็นจำนวนมาก สถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นทั้งความท้าทายในการยกระดับระบบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับมาตรฐานของอียู ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่ไทยมีอยู่แล้ว ดังนั้น ภาคยานยนต์ไทยจึงควรติดตามพัฒนาการของกฎระเบียบดังกล่าวและเตรียมความพร้อม เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อมาตรฐานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของอียูและรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะต่อไป
-
อ้างอิง
https://environment.ec.europa.eu/topics/waste-and-recycling/end-life-vehicles_en#tab-12698
https://www.ditp.go.th/post/rsnbpemeauheqgyzog4u7a6p
https://whatcar.co.th/eu-บังคับใช้กฎระเบียบยาน/
[1] หมายถึง Regulation (EU) 2026/1738 of the European Parliament and of the Council of 8 July 2026 on circularity requirements for vehicle design and on management of end-of-life vehicles, amending Regulations (EU) No 168/2013, (EU) 2018/858, (EU) 2019/1020 and (EU) 2023/1542 and repealing Directives 2000/53/EC and 2005/64/EC สืบค้นฉบับเต็มได้ทาง https://eur-lex.europa.eu/eli/reg/2026/1738/oj
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ