สหภาพยุโรปผลักดันแนวคิด “Made in Europe” ภายใต้ร่างกฎหมาย Industrial Accelerator Act

สหภาพยุโรปผลักดันแนวคิด “Made in Europe” ภายใต้ร่างกฎหมาย Industrial Accelerator Act

วันที่นำเข้าข้อมูล 7 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 7 มี.ค. 2569

| 10 view

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ประชุม European Industry Summit ณ เมืองแอนต์เวิร์ป ราชอาณาจักรเบลเยียม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วยผู้นำภาคอุตสาหกรรมและผู้กำหนดนโยบายในอียู ได้เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างกฎหมาย Industrial Accelerator Act ภายใต้กรอบนโยบายอุตสาหกรรมสะอาด (Clean Industrial Deal) ซึ่งเลื่อนการเสนอร่างมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีกำหนดที่จะเสนอร่างในช่วงสัปดาห์ 2-6 มีนาคม 2569 นี้ โดยสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้มุ่งส่งเสริมศักยภาพการผลิตภายในภูมิภาคภายใต้แนวคิด Made in Europe โดยสนับสนุนการผลิตภายในภูมิภาคและลดการพึ่งพาภายนอก

ร่างกฎหมาย Industrial Accelerator Act (IAA) มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสามารถทางอุตสาหกรรมและการแข่งขันของยุโรป ตลอดจนสนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอนในการผลิตสินค้าทางยุทธศาสตร์ โดยมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านสีเขียวเป็นแรงขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยมุ่งจัดการกับความท้าทาย 3 ประการ ได้แก่ (1) อุปสงค์ต่อสินค้าอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของยุโรปที่ไม่เพียงพอ (2) ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยียุทธศาสตร์ และ (3) ความล่าช้าในการอนุญาตให้ใช้โซลูชั่นที่ลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงขาดการลงทุนด้วย

โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดสัดส่วนวัตถุดิบที่ผลิตในอียู (EU-made content) และข้อกำหนดด้านคาร์บอนต่ำ สำหรับสินค้าที่จัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ หรือได้รับเงินอุดหนุนด้านการผลิตจากอียู เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ต่อสินค้าคาร์บอนต่ำในอียูให้สูงขึ้น และเสริมสร้างความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมในสหภาพยุโรป โดยกฎหมายดังกล่าวจะครอบคลุมสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ แบตเตอรี่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม การผลิตไฮโดรเจน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และคาดว่า จะช่วยให้อุตสาหกรรมภายในภูมิภาคสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในจีนและประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ได้เผชิญข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดและต้นทุนพลังงานที่สูงเช่นเดียวกับยุโรป ทั้งนี้ การกำหนดนิยามของสินค้า “Made in Europe” จะพิจารณาจากสัดส่วนของกระบวนการผลิต แหล่งที่มาของชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบ ตลอดจนมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาค เพื่อรักษาความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน การจ้างงาน และศักยภาพทางเทคโนโลยีของยุโรป โดยเน้นกลุ่มประเทศ European Economic Area (EEA) ซึ่งครอบคลุมประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศ รวมถึงไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ เป็นอันดับแรก พร้อมเปิดช่องให้สามารถขยายความร่วมมือไปยังประเทศพันธมิตรที่เชื่อถือได้ในอนาคต

อย่างไรก็ดี แนวทางดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการหารือระหว่างประเทศสมาชิกอียู โดยปรากฏทั้งท่าทีสนับสนุนและข้อกังวลอย่างชัดเจน โดยฝ่ายที่เห็นพ้อง อาทิ ฝรั่งเศส มองว่าการกำหนดสัดส่วนการผลิตภายในภูมิภาคจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน ลดการพึ่งพาประเทศที่มีอำนาจครองตลาดสูงโดยเฉพาะจีน อีกทั้งยังช่วยรักษาการจ้างงาน การพัฒนาเทคโนโลยี และสร้างขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยเฉพาะในภาคพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ  ในทางกลับกัน เยอรมนี สวีเดน และเนเธอร์แลนด์แสดงข้อกังวลว่า มาตรการที่เข้มงวดเกินไปอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก รวมถึงอาจทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและสินค้าเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกตอบโต้ทางการค้าจากประเทศคู่ค้า  สำหรับไทย อาจมองได้ว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นอีกมาตรการปกป้องตลาดภายในของอียูเพราะจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกวัตถุดิบของไทย โดยเฉพาะในภาคยุทธศาสตร์ที่อียูกำหนดเนื่องจากอียูหันไปใช้สินค้าภายในอียู อย่างไรก็ดี มีกระแสเรียกร้องให้อียูเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดหาวัตถุดิบแทนการใช้วัตถุดิบภายในอียูเพียงอย่างเดียวยังคงมีอยู่ (Made with Europe) จึงต้องติดตามต่อไป

 

อ้างอิง

https://www.euractiv.com/news/industry-commissioner-rejects-criticism-of-plan-for-made-in-europe-rules/

https://www.euractiv.com/opinion/whats-holding-up-made-in-europe/

https://www.reuters.com/sustainability/boards-policy-regulation/what-is-eus-draft-made-europe-law-2026-02-17/?utm_source=chatgpt.com

https://www.bruegel.org/first-glance/made-europe-not-made-europe-should-guide-eu-industrial-policy