วันที่นำเข้าข้อมูล 7 มี.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 7 มี.ค. 2569
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 คณะมนตรีแห่งอียูและสภายุโรปได้ให้ความเห็นชอบต่อข้อเสนอกฎหมายว่าด้วยเทคนิคจีโนมแบบใหม่ (New Genomic Techniques: NGTs) ที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรป โดยคาดว่าจะประกาศใช้ได้ในช่วงกลางปี 2569 และจะมีช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 2 ปี โดยอียูมุ่งหวังให้กฎหมายดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรของอียูและสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียมในหมู่ผู้ประกอบการอียู สร้างความมั่นคงทางอาหาร ลดการพึ่งพาภายนอก ตลอดจนส่งเสริมการคุ้มครองสุขภาพคนและสัตว์ รวมถึงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย
เทคนิคจีโนมแบบใหม่ (New Genomic Techniques: NGTs) เป็นนวัตกรรมที่จะมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความยั่งยืนของภาคอาหารเกษตร โดยครอบคลุมเทคนิคหลากหลายรูปแบบที่ใช้ในการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พืชในรูปแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือที่ผ่านกระบวนการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม (conventionally bred plants) ซึ่งการใช้เทคนิค NGTs จะช่วยให้การพัฒนาสายพันธุ์พืชเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถตอบสนองต่อความท้าทายในภาคอาหารเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาสายพันธุ์พืชที่มีขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดปริมาณการใช้ปุ๋ยรวมถึงสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งกฎระเบียบนี้มีการจำแนกพืช NGT ออกเป็น 2 ประเภท ตามระดับความเสี่ยง ดังนี้
พืช NGT ประเภทที่ 1 ซึ่งมีลักษณะเทียบเท่ากับพืชที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือการปรับปรุงพันธุ์แบบดั้งเดิม จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับพืชทั่วไป และไม่เข้าข่ายการใช้กฎหมายว่าด้วยสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม (GMO)
พืช NGT ประเภทที่ 2 ซึ่งมีการปรับปรุงพันธุ์ที่ซับซ้อนหรือมีลักษณะเสี่ยง เช่น ความทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช หรือการสร้างสารที่มีฤทธิ์กำจัดแมลง จะยังคงอยู่ภายใต้กฎหมาย GMO อย่างเต็มรูปแบบ กล่าวคือ จะต้องผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยงในฐานะสิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรม (GMO) ซึ่งรวมถึงการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
โดยรายละเอียดของข้อตกลงระหว่างคณะมนตรีแห่งอียูและสภายุโรปมี ดังนี้ (1) หลักเกณฑ์การแบ่งประเภทพืช NGT ประเภทที่ 1 และ 2 โดยในประเภทที่ 1 จะไม่อนุญาตให้มีคุณสมบัติที่มีฤทธิ์ฆ่าแมลงและทนต่อสารกำจัดวัชพืช ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับพืชนำเข้าจากนอกอียูเช่นกัน (2) กำหนดทิศทางการพัฒนา NGTs ให้เพิ่มคุณสมบัติด้านความยั่งยืน เช่น ความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศสุดขั้วและทนต่อแมลง ตลอดจนให้ติดตามผลกระทบของ NGTs ต่อความยั่งยืน (3) เปิดให้การจดสิทธิบัตรสำหรับ NGTs ขณะเดียวกัน ให้มีมาตรการป้องกันมิให้เกิดการผูกขาดตลาด เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงสินค้า NGT ในราคาที่เหมาะสมและคงไว้ซึ่งสิทธิในการเก็บรักษาและปลูกเมล็ดพันธุ์ใหม่ได้ (4) เปิดให้ผู้ปลูกเข้าถึงข้อมูล NGTs โดยให้คณะกรรมาธิการยุโรปจัดทำ Code of Conduct เกี่ยวกับการใช้งานสิทธิบัตรภายหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้ 18 เดือน (5) กำหนดให้ติดฉลากให้ชัดเจนบนบรรจุภัณฑ์สำหรับพืช NGT ประเภทที่ 1 และบังคับใช้ข้อกำหนดด้านการตรวจสอบย้อนหลังและการติดฉลากอย่างเคร่งครัดสำหรับพืช NGT ประเภทที่ 2 และอนุญาตให้ประเทศสมาชิกอียูเลือกที่จะห้ามการปลูกพืช NGT ประเภทที่ 2 ได้ (6) ห้ามการปลูกพืช NGT ในการผลิตพืชออกานิก โดยมีข้อยกเว้นบางประการสำหรับพืช NGT ประเภทที่ 1
ประเด็นท้าทายและข้อกังวลต่อกฎหมายดังกล่าวยังคงเป็นเรื่อง “การเข้าถึงพืช NGT และเมล็ดพันธุ์พืช” โดยการเปิดให้มีการจดสิทธิบัตรและการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรลักษณะทางพันธุกรรมอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทขนาดใหญ่ และจำกัดทางเลือกของเกษตรกรและผู้ปรับปรุงพันธุ์รายย่อย ทำให้ต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์ที่มีสิทธิบัตร
กรอบกฎหมายดังกล่าวยังคงอยู่ระหว่างการแสวงหาจุดสมดุลในการนำไปปฏิบัติเพื่อมุ่งรักษาผลประโยชน์ของทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการสนับสนุนนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของเกษตรกรและนักปรับปรุงพันธุ์รายย่อย ซึ่งยังคงมีประเด็นที่น่าติดตามต่อไป โดยเฉพาะในด้านการบังคับใช้กลไกตรวจสอบและฐานข้อมูลสิทธิบัตร โดยกฎหมายดังกล่าวมีนัยต่อแนวทางการกำกับดูแลพืชที่ได้จากเทคนิคจีโนมใหม่ของอียู รวมทั้งอาจส่งผลต่อการเข้าถึงตลาดและการยอมรับสินค้าจากประเทศคู่ค้าของอียูในระยะต่อไปด้วย
อ้างอิง: