พัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับการจำกัดการใช้ PFAS หรือ “สารเคมีตลอดกาล” ของสหภาพยุโรป

พัฒนาการล่าสุดเกี่ยวกับการจำกัดการใช้ PFAS หรือ “สารเคมีตลอดกาล” ของสหภาพยุโรป

วันที่นำเข้าข้อมูล 28 เม.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 เม.ย. 2569

| 78 view

สหภาพยุโรป (อียู) กำลังขับเคลื่อนมาตรการจำกัดการใช้สารเคมีกลุ่ม Per- and Polyfluoroalkyl Substances (PFAS) หรือ “สารเคมีตลอดกาล” (Forever Chemicals) ภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยสารเคมีของสหภาพยุโรป (REACH Regulation) โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสุขภาพของคนและสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีที่มีความคงทนสูง และย่อยสลายได้ยาก และจะสะสมในธรรมชาติในระยะยาว

PFAS: ความเสี่ยงจาก สารเคมีชั่วนิรันดร์

สารเคมีกลุ่ม Per- and Polyfluoroalkyl Substances หรือ PFAS เป็นกลุ่มสารเคมีสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติทนความร้อน กันน้ำ และกันน้ำมัน จึงมักถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท อาทิ บรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง โฟมดับเพลิง และสิ่งทอ อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติทางเคมีดังกล่าวกลับเป็นข้อท้าทายที่ผลักดันให้ทั่วโลกต้องยกระดับในการจำกัดการใช้สารดังกล่าว เนื่องจากสารเคมีกลุ่ม PFAS ใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลายจนได้รับขนานนามว่า “สารเคมีชั่วนิรันดร์” (Forever Chemicals) และยากต่อการจัดการ มีต้นทุนในการกำจัดสูง  ทั้งนี้ งานวิจัยจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการสะสมของสารดังกล่าวในดิน แหล่งน้ำ และร่างกายมนุษย์ในระยะยาว โดยการปนเปื้อนสามารถแพร่กระจายผ่านน้ำ อากาศ และเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อมโยงสารเคมีกลุ่มPFAS กับความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน ตลอดจนผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์

มาตรการและความคืบหน้าล่าสุดของอียูในการจัดการการใช้สารเคมีกลุ่ม PFAS

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอียูกำหนดแนวทางการจัดการสารเคมีกลุ่ม PFAS ผ่านการบังคับใช้กฎระเบียบที่มุ่งเน้นการควบคุมเฉพาะกลุ่มสารและรูปแบบการใช้งานสำคัญ อาทิ

  • การห้ามใช้สาร PFAS ในผลิตภัณฑ์ประเภทโฟมดับเพลิง ภายใต้กฎหมาย REACH Regulation
  • การกำหนดค่ามาตรฐานในน้ำดื่มภายใต้กฎหมาย Drinking Water Directive โดยจำกัดปริมาณที่ 180 นาโนกรัมต่อลิตรสำหรับสาร PFAS ที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวัง 20 ชนิด และ 500 นาโนกรัมต่อลิตรสำหรับสาร PFAS ทั้งหมด
  • การกำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำภายใต้กฎหมาย Water Framework Directive ซึ่งเป็นข้อเสนอในการกำหนดมาตรฐานสำหรับสาร PFAS จำนวน 24 ชนิดในน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน
  • การตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียภายใต้กฎหมาย Urban Wastewater Treatment Directive โดยเป็นแผนการติดตามตรวจสอบสาร PFAS ณ จุดน้ำเข้าและจุดน้ำออกของโรงบำบัดน้ำเสียขนาดใหญ่
  • การห้ามใช้ PFAS ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหารภายใต้กฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR)

ปัจจุบัน อียูอยู่ระหว่างการจัดทำ Universal PFAS Restriction โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายขอบเขตการควบคุมสารเคมีกลุ่ม PFAS ให้ครอบคลุมกว่า 10,000 ชนิด และทุกรูปแบบการใช้งาน  สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด องค์การจัดการสารเคมีแห่งสหภาพยุโรป (ECHA) ได้ดำเนินการประเมินเชิงวิทยาศาสตร์โดยอิงจากข้อเสนอร่วมของ 5 ประเทศสมาชิก ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ที่ได้ยื่นเสนอมาตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2023 โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ. 2026คณะกรรมการประเมินความเสี่ยง (RAC) ภายใต้องค์การจัดการสารเคมีแห่งสหภาพยุโรป (ECHA) ได้จัดทำข้อสรุป (Final opinion) การประเมินข้อเสนอ Universal PFAS Restriction ซึ่งเป็นการประเมินอิสระที่พิจารณาระดับความเป็นอันตรายของสารเคมีกลุ่ม PFAS ปริมาณการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพในการบังคับใช้ ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 2026 คณะกรรมการวิเคราะห์เศรษฐกิจและสังคม (SEAC) ได้ให้ความเห็นชอบร่างความเห็นเกี่ยวกับการจำกัดการผลิตและการวางจำหน่าย โดยพิจารณาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางเลือกของสารทดแทนอย่างรอบด้าน ร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นเวลา 60 วัน และคณะกรรมการ SEAC คาดว่าจะจัดทำข้อสรุป (Final opinion) ภายในสิ้นปี ค.ศ. 2026

ความท้าทายและโอกาสจากการจำกัดการใช้สารเคมีกลุ่ม PFAS

การจำกัดการใช้สารกลุ่ม PFAS อาจส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งใน (1) การพัฒนาเทคโนโลยีทดแทนสารกลุ่ม PFAS ซึ่งภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความท้าทายในการหาสารเคมีอื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ PFAS ในการให้คุณสมบัติกันน้ำและความคงทน (2) การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และ (3) การแบกรับต้นทุนในการทดสอบ รับรอง และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดใหม่

อย่างไรก็ตาม การยกเลิก PFAS มีความสำคัญในเชิงระบบอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นมาตรการเชิงป้องกันต่อความเสี่ยงที่จะสะสมและขยายตัวในระยะยาว หากยังคงมีการใช้อย่างต่อเนื่อง สารดังกล่าวจะสะสมเพิ่มขึ้นในสิ่งแวดล้อมโดยไม่สามารถย้อนกลับได้โดยง่าย การดำเนินมาตรการจำกัดการใช้สารดังกล่าวตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่ปลายทาง ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านนี้เปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมวัสดุและสารเคมีทางเลือกที่ปลอดภัยมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความปลอดภัยของผู้บริโภค

นัยต่อประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย มีการลดใช้หรือแบนสารเคมีหลายชนิดตามอนุสัญญาสต็อกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนานที่ได้ลงนามตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ก่อนให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีอย่างเป็นทางการและมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 2005 อย่างไรก็ตาม สารเคมีกลุ่ม PFAS ยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลายเมื่อเทียบกับการใช้ในต่างประเทศ ส่งผลต่อการส่งออกและการเข้าถึงตลาดโลกโดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ผู้ประกอบการไทยจึงอาจเผชิญแรงกดดันในการหาสารทดแทน สร้างความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน และปรับมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดสหยุโรป ซึ่งอาจเพิ่มต้นทุนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากสามารถปรับตัวได้ทัน การเปลี่ยนผ่านนี้ถือเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเชื่อมั่นในตลาดสากล และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้

ในระยะต่อไป ภายหลังจากสิ้นสุดการเปิดรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการ SEAC  ข้อสรุปจากคณะกรรมการ RAC และ SEAC จะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อประกอบการพิจารณาเสนอร่างข้อกำหนดว่าด้วย Universal PFAS Restriction ต่อคณะกรรมการ REACH และนำเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจในระดับนโยบายต่อไป การดำเนินมาตรการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของอียูในการจัดการการใช้สารเคมีกลุ่ม PFAS อย่างเป็นระบบและครอบคลุม ทั้งยังมีแนวโน้มจะส่งผลกระทบต่อทิศทางของอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกในระยะยาว ดังนั้น การจำกัดการใช้สารเคมีกลุ่ม PFAS ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากแต่เป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในเศรษฐกิจโลกที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงขึ้น ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องปรับตัวเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรฐานใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น และรักษาความสามารถในการแข่งขันในอนาคตต่อไป

 

อ้างอิง:

https://www.euronews.com/2026/01/28/getting-rid-of-pfas-can-europe-put-an-end-to-the-forever-chemicals

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S266601642500204X?via%3Dihub

https://echa.europa.eu/restriction-process#accept

https://ec.europa.eu/transparency/comitology-register/core/api/integration/ers/521598/114080/1/attachment

https://www.bangkokbiznews.com/health/social/1111744#google_vignette

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ