วันที่นำเข้าข้อมูล 29 เม.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 เม.ย. 2569
คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act) โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดตั้งตลาดเดียวสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิ เพิ่มปริมาณวัสดุรีไซเคิลคุณภาพสูง และกระตุ้นอุปสงค์ต่อวัสดุเหล่านี้ภายในสหภาพยุโรป กฎหมายฉบับนี้มีบทบาทสำคัญในการต่อยอดจากแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจหมุนเวียนฉบับที่สอง (Second Circular Economy Action Plan) ที่สหภาพยุโรปได้ประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2020 โดยมุ่งเสริมสร้างและขยายมาตรการต่าง ๆ เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านของยุโรปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเกิดของเสีย และสนับสนุนเป้าหมายด้านความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจยุโรปในระยะยาว ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่าจะนำเสนอข้อเสนอทางกฎหมายดังกล่าวอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 ที่จะถึงนี้
ประเด็นสำคัญในการหารือร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน
ทั้งนี้ คาดว่า จุดยืนของแต่ละประเทศสมาชิกอียูอาจเปลี่ยนแปลงก่อนการเปิดตัวข้อเสนอทางกฎหมายในเดือนกันยายนนี้
1. ประเทศสมาชิกอียูต้องการสร้างเอกภาพของกฎระเบียบในปัจจุบัน แต่ต่างยังให้ความสำคัญกับการปรับใช้กฎเกณฑ์บางประการให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละประเทศ
ประเทศสมาชิกอียูต่างสนับสนุนแนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรปในการยกระดับระบบการจัดการของเสียของสหภาพยุโรปให้พัฒนาไปสู่การเป็นตลาดเดียวสำหรับวัตถุดิบทุติยภูมิที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี แม้ว่าประเทศสมาชิกจะเห็นพ้องกันในหลักการเกี่ยวกับการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางด้านทรัพยากร แต่ในเชิงปฏิบัติยังคงมีความท้าทายที่สำคัญ คือ การหาจุดสมดุลระหว่างการกำหนดกฎเกณฑ์ร่วมกันที่เข้มงวดมากขึ้นในสหภาพยุโรปกับการเปิดช่องให้แต่ละประเทศมีความยืดหยุ่นในการปรับใช้กฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศสมาชิก ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์ อิตาลี และสโลวีเนีย สนับสนุนการเปลี่ยนรูปแบบกฎหมายจากข้อบังคับหรือกฎหมายที่กำหนดเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ทุกประเทศสมาชิกต้องบรรลุ แต่ให้อิสระแก่แต่ละประเทศในการกำหนดวิธีการและออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อบรรลุเป้าหมายภายในระยะเวลาที่กำหนด (Directive) ไปสู่กฎระเบียบที่มีผลบังคับใช้โดยตรง (Regulation) เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและมาตรฐานการบังคับใช้ที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วทั้งสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนรูปแบบกฎหมายดังกล่าวอาจลดความยืดหยุ่นให้ประเทศสมาชิกนำไปปรับใช้ให้สอดรับกับระบบการจัดการของเสียและเศรษฐกิจหมุนเวียนเดิมที่มีอยู่ของประเทศตน ซึ่งในปัจจุบัน ประเด็นนี้ยังคงขาดเสียงสนับสนุนข้างมาจากกลุ่มประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ การตรากฎหมายเป็นกฎระเบียบ (Regulation) เป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งต่อประเด็นการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และเกณฑ์การสิ้นสุดสภาพการเป็นของเสีย ซึ่งในปัจจุบันกลไกนี้ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการค้าข้ามพรมแดน และมีข้อจำกัดต่อการสร้างตลาดเดียวสำหรับของเสีย (single market of waste) โดยสเปน อิตาลี และไอร์แลนด์ เห็นว่า หลักการยอมรับร่วมกันของเกณฑ์การสิ้นสุดสภาพการเป็นของเสียมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเปลี่ยนทัศนคติต่อของเสียให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าแทนที่จะเป็นภาระที่ทำให้เกิดมลพิษ ขณะที่ฝรั่งเศสและสวีเดนย้ำถึงความจำเป็นในการลดความซับซ้อนเชิงโครงสร้าง (simplification) โดยต้องการหลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนทางนโยบายกับกฎระเบียบว่าด้วยการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Eco-design for Sustainable Products Regulation: ESPR) พร้อมทั้งเสนอต่อคณะกรรมาธิการยุโรปให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างห่วงโซ่คุณค่าของยุโรปที่มีความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ บางประเทศสมาชิกยังสนับสนุนให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อช่วยให้ขั้นตอนต่าง ๆ มีความสะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต โดยออสเตรียและโปรตุเกสเห็นว่าเอกสารประจำผลิตภัณฑ์แบบดิจิทัล (Digital Product Passport: DPP) และระบบข้อมูลแบบเรียลไทม์เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดความซับซ้อนของการรายงานข้อมูล โดยไม่สร้างภาระงานเอกสารเพิ่มให้กับผู้ประกอบการ ทั้งนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพด้วย
2. การสร้างสภาวะการแข่งขันที่เท่าเทียม (Leveling the Playing Field)
ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิลที่ผลิตภายในสหภาพยุโรป (EU-made recyclates) เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยทางอุตสาหกรรมของยุโรป โดยแนวคิดนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในภาพใหญ่ของอียูที่เน้นการพึ่งพาตนเองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy)
ขณะเดียวกัน ประเด็นความกังวลด้านการแข่งขันในตลาดโลกถือเป็นวาระสำคัญของหลายประเทศสมาชิก โดยเยอรมนี ฝรั่งเศส และเอสโตเนีย ต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการสร้างสภาวะการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเพื่อรับมือกับการไหลเข้ามาของพัสดุขนาดเล็กจำนวนมหาศาลจากแพลตฟอร์มออนไลน์นอกสหภาพยุโรป และเพื่อตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว ประเทศสมาชิกจำนวนมากจึงสนับสนุนการเสริมบทบาทของผู้แทนที่ได้รับอนุญาต (authorised representatives) ในการควบคุมแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของสหภาพยุโรป ควบคู่กับการนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและการตรวจสอบ
นอกจากนี้ กฎหมายฉบับดังกล่าวยังระบุภาคอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีความสำคัญสูง ได้แก่ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอิตาลีและมอลตาเห็นว่าเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญในการนำวัตถุดิบกลับมาใช้ใหม่ (raw material recovery) ภาคการก่อสร้างและอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยฟินแลนด์ อิตาลี และออสเตรียชี้ว่าสัดส่วนการนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการรีไซเคิลยังดำเนินการได้ต่ำกว่าระดับศักยภาพและยังไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร
3. การปรับส่วนต่างทางด้านราคา (Addressing the Price Gap)
ประเทศสมาชิกให้ความสำคัญสำคัญอย่างยิ่งต่อประเด็นส่วนต่างด้านราคาระหว่างวัตถุดิบปฐมภูมิ (virgin materials)และวัตถุดิบทุติยภูมิหรือวัสดุรีไซเคิล (secondary materials) โดยไอร์แลนด์เห็นว่าการแข่งขันทางด้านราคาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน ขณะที่อิตาลีเสนอให้ใช้มาตรการแทรกแซงทางการคลัง อาทิ การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในตลาดวัสดุรีไซเคิล อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ประเด็นความท้าทายของส่วนต่างทางด้านราคาดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่ไม่สามารถลดลงได้ในระยะเวลาอันใกล้ โดยเฉพาะในวัสดุบางประเภท เนื่องจากต้นทุนพลังงานในยุโรปที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20–50 ของความแตกต่างด้านต้นทุนระหว่างพลาสติกรีไซเคิลกับพลาสติกบริสุทธิ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ
ด้วยเหตุนี้ ประเทศสมาชิกจึงพยายามแสวงหาเครื่องมือและกลไกอื่นในการบริหารจัดการต้นทุน ตัวอย่างเช่น ในด้านการบริหารจัดการของเสีย เอสโตเนียและสวีเดนเน้นย้ำความสำคัญของมาตรการห้ามฝังกลบของเสีย และการจัดเก็บภาษีการเผาทำลายของเสีย (incineration taxes) โดยเอสโตเนียอยู่ระหว่างการพิจารณาจัดเก็บภาษีในอัตราประมาณ 60 ยูโรต่อตัน นอกจากนี้ เยอรมนียังคงผลักดันการกำหนดสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิลขั้นต่ำ (mandatory recycled content) ในวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรม
ในส่วนของการดำเนินงานระดับสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างการพิจารณาเครื่องมือเชิงนโยบายหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองต่อข้อเสนอของประเทศสมาชิก ซึ่งรวมถึงการนำกลไกการจำกัดปริมาณและระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยมลพิษ (cap-and-trade) มาปรับใช้กับกิจกรรมการเผาทำลายและการฝังกลบของเสีย ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารจัดการของเสียของสหภาพยุโรป และเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศภายใต้ระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU Emissions Trading System: EU ETS)
บทสรุป (Conclusion)
หลังเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเมื่อเดือนธันวาคมค.ศ. 2025 ขณะนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างพิจารณาปรับปรุงและกำหนดรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวให้มีความชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในระยะเวลาไม่กี่เดือนข้างหน้า จะเป็นการดำเนินงานในส่วนของการเตรียมความพร้อมด้านเทคนิคอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเสนอร่างกฎหมายอย่างเป็นทางการซึ่งมีกำหนดการจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาในช่วงเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 นี้
ในมิติผลกระทบต่อประเทศไทย ร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรปมีแนวโน้มจะส่งผลต่อผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดบรรทัดฐานใหม่ของการแข่งขันทางธุรกิจที่ผูกโยงกับความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการไทยอาจต้องปรับกระบวนการผลิต การออกแบบสินค้า และระบบข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสหภาพยุโรป เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิล การจัดทำเอกสารประจำผลิตภัณฑ์แบบดิจิทัล (Digital Product Passport) และการปฏิบัติตามหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ซึ่งอาจเพิ่มภาระด้านต้นทุนและข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูล นอกจากนี้ กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้จะเป็นหนึ่งในชุดกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนของสหภาพยุโรปที่ไทยต้องปรับตัวตามไม่ว่าจะเป็น Eco-design for Sustainable Product Regulation (ESPR) และ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ที่ประกาศใช้แล้ว หรือกฎหมาย End-of-life vehicle ที่กำลังจะเสนอเข้าสู่การพิจารณา อย่างไรก็ดี แนวโน้มดังกล่าวอาจเป็นโอกาสให้ประเทศไทยยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลและพัฒนากระบวนการผลิตตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน อันจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดยุโรป ตลอดจนตลาดอื่น ๆ ในวงกว้าง พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
อ้างอิง:
Forefront, " Where Member States stand on the Circular Economy Act"
https://environment.ec.europa.eu/strategy/circular-economy_en
https://thaiindustrialoffice.wordpress.com/2026/02/20/ร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุน/
รูปภาพประกอบ