ก้าวต่อไปของการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป: แนวทางการลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต

ก้าวต่อไปของการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป: แนวทางการลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต

วันที่นำเข้าข้อมูล 13 พ.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 พ.ค. 2569

| 81 view

สหภาพยุโรป (European Union: อียู) กำลังปฏิรูปกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมครั้งสำคัญ เพื่อลดความซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติตามกฎหมาย ผ่านชุดมาตรการเพื่อลดความซับซ้อนของกฎหมายสิ่งแวดล้อมหรือ“Omnibus VIII (Environment)” ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้นำเสนอไปเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 2025 โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ ลดภาระต้นทุนและอำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจยุโรป โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่ากฎระเบียบที่ซับซ้อนอาจเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทั้งนี้ สถานการณ์ล่าสุดของกฎระเบียบดังกล่าวมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม ดังนี้

 

1. แผนการปรับปรุงกรอบระเบียบการจัดการทรัพยากรน้ำภายในไตรมาสที่ 2 ของปี ค.. 2026

คณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างการเตรียมปรับปรุงคำสั่งว่าด้วยกรอบระเบียบด้านการจัดการทรัพยากรน้ำของอียู (Water Framework Directive: WFD) ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี ค.ศ. 2026 โดยมุ่งการทดสอบประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ประเมินข้อยกเว้นตามหลักการ non-deterioration principle กล่าวคือ หลักการไม่ทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง พร้อมลดความซับซ้อนของขั้นตอนการปฏิบัติ และปรับเนื้อหาของกฎระเบียบให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจหมุนเวียนและการเข้าถึงวัตถุดิบที่สำคัญอย่างยิ่ง (critical raw materials) โดยคณะกรรมาธิการฯ เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประเทศสมาชิก และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อระบุอุปสรรคเชิงเทคนิคและแนวทางการปรับปรุงในอนาคต โดยเฉพาะประเด็นภาระในการจัดทำรายงาน และการประสานรอบการติดตามผลให้สอดคล้องกันภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ (water acquis) อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันคู่มือแนวทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการที่เดิมมีกำหนดเผยแพร่ภายในไตรมาสแรกของปี ค.ศ. 2026 เพื่อสร้างความชัดเจนเรื่องการขอใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมยังคงไม่มีการรับรองออกมา ส่งผลให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังคงเผชิญความท้าทายในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกฎระเบียบใหม่ที่จะเกิดขึ้น

 

2. พรรค EPP หนุนชะลอการบังคับใช้กฎระเบียบการบำบัดน้ำเสียในเขตเมืองฉบับปรับปรุงของอียู (Urban Wastewater Treatment Directive: UWWTD)

พรรคประชาชนยุโรป (EPP) ยกระดับการล็อบบี้คณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อให้ชะลอการบังคับใช้กฎระเบียบการบำบัดน้ำเสียในเขตเมืองฉบับปรับปรุงของอียู (UWWTD) พร้อมเรียกร้องให้มีการประเมินผลกระทบใหม่อีกครั้ง โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการตอบสนองต่อข้อกังวลของภาคอุตสาหกรรมเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจและต้นทุนที่สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุขภาพและยาในอียู ทั้งนี้ พรรค EPP อยู่ระหว่างการพิจารณาผลักดันมติในที่ประชุมเต็มคณะของสภายุโรป (European Parliament) เพื่อเพิ่มน้ำหนักทางการเมืองให้กับข้อเรียกร้องดังกล่าว ในด้านท่าทีของคณะกรรมาธิการยุโรป นาย Olivér Várhelyi กรรมาธิการยุโรปด้านสุขภาพได้ส่งสัญญาณเห็นพ้องต่อข้อกังวลดังกล่าว เพราะอาจนำไปสู่การขาดแคลนยาและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคยาและเวชภัณฑ์ของอียู แต่ปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปยังไม่ยืนยันว่าจะชะลอการบังคับใช้กฎระเบียบดังกล่าว

 

3. ความล่าช้าในการออกคู่มือแนวทางปฏิบัติสำหรับกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์(Packaging and Packaging Waste: PPWR) สร้างความกังวลต่อภาคอุตสาหกรรม

เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 คณะกรรมาธิการยุโรปเผชิญข้อกังวลอย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากกรณีความล่าช้าในการจัดทำกฎหมายลำดับรองและคู่มือแนวทางปฏิบัติสำหรับกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการในการวางแผนปรับเปลี่ยนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ทันกำหนดการบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2026 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเกณฑ์ทางเทคนิคด้านการออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for recycling) นอกจากนี้ ความซับซ้อนในการนิยามความสอดคล้องระหว่างกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์(PPWR) และคำสั่งว่าด้วยพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-Use Plastics Directive: SUPD) ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การออกคู่มือแนวทางปฏิบัติล่าช้า ซึ่งในระหว่างการเจรจากฎระเบียบว่าด้วยPPWR คณะกรรมาธิการยุโรปและคณะมนตรีแห่งอียูได้ร่วมชี้แจงความเกี่ยวเนื่องของข้อกฎหมายทั้งสองและยืนยันการบังคับใช้คำสั่ง SUPD ต่อไป โดยให้ประเทศสมาชิกอียูยังคงมีอำนาจใน
การบังคับใช้มาตรการเพื่อลดการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ตามที่คำสั่ง SUPD ระบุ ซึ่งครอบคลุมถึงบรรจุภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกต่ำกว่าร้อยละ 5 ตามที่กำหนดใน PPWR เพื่อยับยั้งปัญหาขยะพลาสติกที่เพิ่มสูงขึ้น อีกข้อห่วงกังวลหนึ่งของภาคอุตสาหกรรม คือ คู่มือแนวทางทางเทคนิคเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อรีไซเคิล (Design for Recycling) ซึ่งคาดว่า คณะกรรมาธิการยุโรปจะเผยแพร่ในปี ค.ศ. 2028 ซึ่งภาคธุรกิจอาจจะปรับตัวไม่ทันสำหรับการวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 2030 ตามที่กฎระเบียบกำหนด อนึ่ง ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 2026 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่Guideline Document และFAQ ของกฎระเบียบ PPWR แล้ว

 

4. ความคืบหน้าแผนการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งสหภาพยุโรป (Environmental Omnibus): เปิดฉากการพิจารณาตรวจสอบร่างกฎหมายของสภายุโรป และเตรียมสรุปท่าทีของสภายุโรปในไตรมาส 3 .. 2026

แผนการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งสหภาพยุโรป ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภายุโรป ซึ่งคาดว่าจะมีการเผยแพร่ร่างรายงานฉบับแรกในเดือนเมษายน ค.ศ. 2026 และลงมติรับรองท่าทีในช่วงหลังพักสมัยประชุมฤดูร้อน ในขณะที่คณะมนตรีแห่งอียู (The Council of the EU) ภายใต้การนำของไซปรัส ได้มุ่งตรวจสอบการทำงานของคณะทำงานทางเทคนิคเพื่อให้แน่ใจว่าการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ จะไม่สร้างความไร้เสถียรภาพทางกฎหมายแก่หน่วยงานของรัฐสมาชิก อย่างไรก็ตาม แม้สมาชิกส่วนใหญ่จะเห็นพ้องในหลักการเร่งรัดการออกใบอนุญาตเพื่อลดขั้นตอนทางธุรกิจ แต่ยังคงมีข้อขัดแย้งในประเด็นการยกเลิกข้อกำหนดให้แต่งตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ (authorised representative) ในการจัดขยะผลิตภัณฑ์ (Extended Producer Responsibility: EPR) ในแต่ละประเทศสมาชิกอียูที่วางจำหน่ายสินค้า เนื่องจากกังวลเรื่องความเท่าเทียมในการแข่งขัน โดยคณะมนตรีฯ ตั้งเป้าบรรลุข้อตกลงร่วมกันในระดับนโยบายภายในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2026

 

5. แผนการปฏิรูปกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งสหภาพยุโรป (Environmental Omnibus) ลำดับถัดไป

ในขณะนี้ กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม (DG ENV) อยู่ระหว่างสรุปรายงานการศึกษาและประเมินประสิทธิภาพกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมของอียูและประเทศสมาชิกเพิ่มเติมเพื่อปฏิรูป ซึ่งคาดว่า คำสั่งว่าด้วยการห้ามใช้กลุ่มสารอันตราย (Restriction of Hazardous Substances Directive: RoHS) และคำสั่งว่าด้วยการจัดการขยะ (Waste Framework Directive) จะถูกพิจารณาการปรับปรุงแก้ไขเป็นลำดับถัดไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการนิยามและระบบรายงานข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งอียู โดยสำหรับการดำเนินงานในแต่ละกรอบกฎหมายมีรายละเอียดดังนี้

  • คำสั่งว่าด้วยการห้ามใช้กลุ่มสารอันตราย (RoHS): ลดความซ้ำซ้อนของข้อกำหนดด้านการออกแบบใน RoHS ที่ทับซ้อนกับกฎระเบียบว่าด้วยการจัดการขยะอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Waste Electrical and Electronic Equipment Regulations: WEEE) กำหนดนิยามและเกณฑ์ปริมาณสารอันตรายให้สอดคล้องกันระหว่างกฎระเบียบ RoHS และระเบียบว่าด้วยการขึ้นทะเบียน การประเมิน การอนุญาต และการจำกัดสารเคมี (Registration, Evaluation, Authorisation and Restriction of Chemicals: REACH) พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงคู่มือการปฏิบัติและลดความถี่ในการส่งเอกสารรายงานให้น้อยลง
  • คำสั่งว่าด้วยการจัดการขยะ (Waste Framework Directive): เน้นการเปลี่ยนผ่านไปสู่ดิจิทัลและการปรับปรุงรูปแบบฐานข้อมูลขยะ โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การเร่งแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องของหลักเกณฑ์การสิ้นสุดสถานะของเสีย (End-of-Waste) และผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-product) ซึ่งคาดว่าจะมีการกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนและมีระยะเวลาพิจารณาที่รวดเร็วขึ้นภายใต้กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act) ที่มีกำหนดประกาศในไตรมาสที่ 3 ของปี ค.ศ. 2026 นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการลดภาระทางเอกสารด้วยการบูรณาการรายงานที่ทับซ้อนกันระหว่างระบบ IEPR, รายงานประจำปีของประเทศสมาชิก และข้อมูลจาก Eurostat ให้เป็นระบบเดียว ควบคู่ไปกับการจัดทำระบบจำแนกประเภทผลิตภัณฑ์ (Product Taxonomy) ที่เป็นมาตรฐานสากลระดับอียู เพื่อรองรับการรายงานข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูลกลางเพียงจุดเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ
  • คำสั่งว่าด้วยเรื่องบรรจุภัณฑ์ (Packaging Directive) (ผู้เขียน: หรือ PPWR เมื่อมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ): จัดทำระบบฐานข้อมูลกลางดิจิทัลและจุดรับเอกสาร ณ จุดเดียวเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจในการส่งข้อมูล ควบคู่ไปกับการปรับปรุงความถี่ในการรายงานข้อมูลจากรายเดือนหรือรายไตรมาสเป็นการรายงานข้อมูลรายปี ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการบริหารจัดการอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน อาทิ การใช้รหัส QR Code สำหรับฉลากแยกขยะ (Sorting labels) การเข้าถึงเอกสารยืนยันมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Declaration of Conformity) ผ่านระบบออนไลน์ รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลน้ำหนักบรรจุภัณฑ์ร่วมกันภายในกลุ่มอุตสาหกรรม

 

บทสรุป

คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังเผชิญกับกระแสคัดค้านที่รุนแรงจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเนื่องจากไม่สามารถจัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและทันท่วงที ซึ่งภาคอุตสาหกรรมเน้นย้ำว่าการขาดคำแนะนำด้านเทคนิคได้สร้างความไม่แน่นอนและทำให้การบังคับใช้กฎหมายในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากสำหรับกฎหมายหลายฉบับที่จะเริ่มมีผลในปีนี้ เช่น PPWR สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่าความพยายามในการลดความซับซ้อนทางกฎหมาย (simplification) ที่ผ่านมาเป็นเพียงการแสดงออกทางการเมืองเท่านั้น และสะท้อนให้เห็นว่าฝ่ายบริหารยังขาดความพร้อมในการสนับสนุนที่จำเป็นเพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงทางกฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบได้จริง

 

 

อ้างอิง:

Forefront, “What’s next for environmental simplification?”

https://environment.ec.europa.eu/document/download/502b572e-4ac3-47a8-95a7-ce619ec3e0ba_en?filename=COM_2025_980_1_EN_ACT_part1_v8.pdf

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ