กรอบเวลาการบังคับใช้และกฎหมายลำดับรองภายใต้กฎระเบียบ PPWR

วันที่นำเข้าข้อมูล 7 ก.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 7 ก.ค. 2569

| 448 view

กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) เป็นกฎหมายแม่บทที่กำกับดูแลเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ของอียูในหลายประเด็น อาทิ การกำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและข้อกำหนดของบรรจุภัณฑ์ การติดฉลาก ตลอดจนการจำกัดการใช้สารเคมีบางประเภท อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบดังกล่าวยังต้องอาศัยกฎหมายลำดับรอง (secondary legislation) ได้แก่ (1) “Delegated acts เพื่อกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดทางเทคนิคเฉพาะ (2) “Implementing acts” เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติของประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกันตามกฎหมายแม่บท โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะทยอยจัดทำและประกาศใช้กฎหมายลำดับรองในระยะต่อไป

ทั้งนี้ แม้กรอบการดำเนินงานโดยรวมของกฎระเบียบ PPWR จะเริ่มมีผลใช้บังคับในเดือนสิงหาคม 2569 (ค.ศ. 2026) แต่ข้อกำหนดหลายประการที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการจะมีผลบังคับใช้หลังจากกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้องได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมาธิการยุโรปแล้วประมาณ 24 ถึง 30 เดือน

 

1. กฎหมายลำดับรองภายใต้กฎระเบียบ PPWR แบ่งออกเป็น 3 เสาหลัก ดังนี้

เสาหลักที่ 1 ความสามารถในการรีไซเคิลและหลักเกณฑ์การประเมินวัสดุ (recyclability and material metrics): การตรากฎหมาย delegated acts ภายใต้เสาหลักนี้จะเป็นการกำหนดนิยามและหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อพิจารณาว่าบรรจุภัณฑ์ “สามารถรีไซเคิลได้” อย่างแท้จริง ซึ่งจะผลักดันให้ตลาดเปลี่ยนผ่านจากการวัดผลตามเกณฑ์เชิงทฤษฎี (theoretical metrics) ไปสู่การประเมินความสามารถในการคัดแยกและการแปรรูปขยะบรรจุภัณฑ์ที่ผ่านการตรวจสอบและสามารถขยายการใช้งานได้ทั่วภูมิภาคยุโรป

เสาหลักที่ 2 ความปลอดภัยทางเคมีและวัตถุดิบตั้งต้นที่ได้จากการรีไซเคิล (chemical integrity and recycled feedstock): การตรากฎหมาย implementing acts ภายใต้เสาหลักนี้จะกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับโมเดลระบบการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน (chain-of-custody models) ที่สามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิล(post-consumer plastic: PCR) ในบรรจุภัณฑ์พลาสติกตามที่กฎหมายกำหนดได้ ตัวอย่างเช่น ระเบียบวิธีการควบคุมสมดุลมวล (mass balance allocation methodologies) ทั้งนี้ จะกำหนดให้ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวควบคู่กับมาตรฐานการทดสอบเกี่ยวกับการจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย (เช่น สารกลุ่ม PFAS) เพื่อรับรองความปลอดภัยแก่บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหาร

เสาหลักที่ 3 การตรวจสอบย้อนกลับ โลจิสติกส์ และการสร้างความเป็นเอกภาพของตลาดเดียว: การตรากฎหมาย implementing acts ภายใต้เสาหลักนี้จะกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการติดฉลากที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (harmonised labels) เพื่อขจัดอุปสรรคในการดำเนินงานและลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance costs) ที่เกิดจากข้อกำหนดด้านการติดฉลากที่แตกต่างกันของประเทศสมาชิก

 

2. Timeline การดำเนินงานและการบังคับใช้กฎหมายลำดับรองภายใต้กฎระเบียบ PPWR

ลำดับเวลาต่อไปนี้ แสดงกรอบเวลาที่คณะกรรมาธิการยุโรปจะออกกฎหมายลำดับรองแต่ละฉบับ รวมถึงช่วงเวลาที่ข้อกำหนดทางการตลาดที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามจะเริ่มมีผลบังคับใช้

  • 12 สิงหาคม 2569 (.. 2026) เริ่มบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR และข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้สาร PFAS: โดยมาตรการสำคัญที่เริ่มมีผลในทันที ได้แก่
    • การห้ามใช้สาร PFAS และสารอันตราย: ข้อจำกัดของการใช้สาร Per- and Polyfluoroalkyl Substances (PFAS) ในบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารเริ่มมีผลใช้บังคับ โดยผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมเอกสารแสดงการปฏิบัติตามข้อกำหนด (compliance documentation) ให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบ
    • กรอบ harmonised labelling framework: คณะกรรมาธิการยุโรปจะออกกฎหมายลำดับรองฉบับแรก (foundational implementing acts) เพื่อกำหนดสัญลักษณ์การคัดแยกประเภทวัสดุและสัญลักษณ์ภาพบนถังขยะ (waste receptacle) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

 

  • 31 ธันวาคม 2569 (.. 2026) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการคำนวณสัดส่วนของพลาสติกรีไซเคิลและการตรวจสอบย้อนกลับ: คณะกรรมาธิการยุโรปมีกำหนดออกกฎหมายimplementing acts เพื่อกำหนดวิธีการที่ชัดเจนสำหรับการคำนวณ การตรวจสอบยืนยัน และการตรวจสอบย้อนกลับของสัดส่วนพลาสติก PCR ที่ใช้ในบรรจุภัณฑ์พลาสติก โดยกฎหมายลำดับรองดังกล่าวจะครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้
    • วิธีการคำนวณสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลตามมาตรา 7 (3) ของ PPWR
    • เกณฑ์ด้านความยั่งยืนสำหรับเทคโนโลยีการรีไซเคิลพลาสติก
    • เกณฑ์เกี่ยวกับวัสดุรีไซเคิลที่เก็บรวบรวมจากประเทศที่สาม (third country)

 

  • 12 กุมภาพันธ์ 2570 (.. 2027) ข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงสร้างระบบการใช้ซ้ำ (reuse architecture) และการตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล: โดยมุ่งเน้นประเด็นต่อไปนี้
    • เกณฑ์จำนวนรอบการหมุนเวียนขั้นต่ำ (minimum rotations): ตรากฎหมายdelegated acts เพื่อกำหนดจำนวนรอบการใช้งานหรือรอบการหมุนเวียน (loops/rotations) ขั้นต่ำสำหรับบรรจุภัณฑ์แต่ละรูปแบบ เพื่อให้มีคุณสมบัติเข้าข่ายเป็น “บรรจุภัณฑ์ที่สามารถใช้ซ้ำได้”
    • ระบบติดตามและตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล: ข้อกำหนดทางเทคนิคสำหรับ QR Code และฉลากดิจิทัล (digital labels) ที่เชื่อมโยงข้อมูลบรรจุภัณฑ์เข้ากับหลักความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR)

           ทั้งนี้ ให้ประเทศสมาชิกกำหนดบทลงโทษสำหรับการฝ่าฝืนข้อบังคับที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ PPWR ตามมาตรา 68 และแจ้งบทลงโทษดังกล่าวให้คณะกรรมาธิการยุโรปทราบ

 

  • 30 มิถุนายน 2570 (.. 2027) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการคำนวณผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายการใช้ซ้ำ (Rules on the calculation of the achievement of the re-use targets): ให้คณะกรรมาธิการยุโรปตรากฎหมาย implementing acts เพื่อกำหนดวิธีการคำนวณเป้าหมายด้านการใช้ซ้ำ (the re-use targets) ตามมาตรา 29 ของ PPWR

 

  • 1 มกราคม 2571 (.. 2028) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อการรีไซเคิลและความสามารถในการรีไซเคิล (Design for Recycling criteria and recyclability performance):
    • เกณฑ์การออกแบบเพื่อการรีไซเคิลสำหรับบรรจุภัณฑ์รีไซเคิลได้ (มาตรา 6): ตรากฎหมาย delegated acts เพื่อกำหนดการจัดระดับความสามารถด้านการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ โดยพิจารณาตามความสามารถในการรีไซเคิลของวัสดุที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ (packaging material) ซึ่งแบ่งออกเป็นระดับ A, B และ C
    • ให้คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินความจำเป็นในการกำหนดข้อยกเว้นสำหรับข้อกำหนดบางประการตาม มาตรา 7 ว่าด้วยสัดส่วนขั้นต่ำของวัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์พลาสติก ของ PPWR

 

  • 12 กุมภาพันธ์ 2571 (.. 2028) ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้บรรจุภัณฑ์เกินความจำเป็น (excessive packaging): ให้คณะกรรมาธิการยุโรปตรากฎหมาย Implementing acts เกี่ยวกับการคำนวณอัตราส่วนพื้นที่ว่างในบรรจุภัณฑ์และข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องตามมาตรา 24 (2) ของ PPWR

 

  • 12 สิงหาคม 2571 (.. 2028) เริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดว่าด้วยฉลากการคัดแยกวัสดุ(mandatory sorting labels): 24 เดือน หลังจากมีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการติดฉลากฉบับแรก (the initial labelling acts) บรรจุภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในอียูจะต้องติดฉลากหรือสัญลักษณ์ภาพสำหรับการคัดแยกวัสดุที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (harmonised material-sorting pictograms) มิฉะนั้นจะถือว่าไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย

 

  • 1 กรกฎาคม 2572 (.. 2029) การปรับอัตราค่าธรรมเนียม EPR ตามหลัก Eco-modulation: 18 เดือนหลังจากมีการกำหนดหลักเกณฑ์การออกแบบเพื่อการรีไซเคิล (Design for Recycling: DfR) แล้วเสร็จ ประเทศสมาชิกอียูทุกประเทศจะต้องปรับระบบค่าธรรมเนียมภายใต้หลักการความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (EPR) ให้สอดคล้องกัน โดยค่าธรรมเนียมที่ผู้ผลิตต้องชำระจะปรับอัตราตามระดับความสามารถในการรีไซเคิลของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งแบ่งเป็นระดับ A, B และ C

 

  • 1 มกราคม 2573 (.. 2029) ข้อบังคับด้านความสามารถในการรีไซเคิลและสัดส่วนวัสดุรีไซเคิล: การประเมินการดำเนินงานตามกฎระเบียบ PPWR ครั้งแรก
    • ตรากฎหมายลำดับรอง (implementing acts) ฉบับสุดท้าย เพื่อกำหนดวิธีการประเมินการรีไซเคิลในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (recycled-at-scale) และกลไกการติดตามอื่น ๆ เพื่อพิสูจน์ยืนยันว่าวัสดุบรรจุภัณฑ์นั้นได้ถูกจัดเก็บ คัดแยก และเข้าสู่กระบวนการแปรรูปได้จริงทั่วทั้งอียู
    • ตรากฎหมายลำดับรอง (implementing acts) เพื่อกำหนดมาตรการส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนต่อสิ่งแวดล้อมในการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ ตามมาตรา 63 ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ
    • การห้ามวางจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ในตลาด: บรรจุภัณฑ์ที่มีระดับความสามารถในการรีไซเคิลต่ำกว่าระดับC จะไม่สามารถวางจำหน่ายในตลาดอียูได้

 

-

เอกสารอ้างอิงจาก forefront:

https://147975910.fs1.hubspotusercontent-eu1.net/hubfs/147975910/PPWR_Secondary_Legislation_Timeline%20_EDITED.pdf

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ