อียูกำหนดค่าอ้างอิง (Baseline) ในการควบคุมพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว
วันที่นำเข้าข้อมูล 30 ก.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 ก.ค. 2569
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้เผยแพร่รายงานฉบับแรกภายใต้คำสั่งว่าด้วยพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-Use Plastics Directive: SUPD) โดยรายงานจะถูกใช้เป็นค่าอ้างอิง (baseline) สำหรับติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของประเทศสมาชิกในระยะต่อไป
คำสั่งว่าด้วยพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (Single-Use Plastics Directive: SUPD) ได้กำหนดเป้าหมายของประเทศสมาชิกในการจัดเก็บและคัดแยกขยะประเภทขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวได้อย่างน้อยร้อยละ 77 ภายในปี พ.ศ. 2568 และเพิ่มเป็นร้อยละ 90 ภายในปี พ.ศ. 2572 รวมถึงกำหนดให้ขวดพลาสติก PET ต้องมีส่วนประกอบของพลาสติกรีไซเคิลไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2568 และให้ขวดพลาสติกทุกประเภทมีส่วนประกอบของพลาสติกรีไซเคิลไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2573
เพื่อให้การประเมินและวัดผลสัมฤทธิ์เป็นไปตามที่คำสั่ง SUPD ข้อกำหนดในรายงานฉบับนี้[1] จะถูกใช้เป็นค่าอ้างอิง (baseline) สำหรับการประเมินใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การปฏิบัติตามเป้าหมายปี พ.ศ. 2568 และ พ.ศ. 2573 ในการจัดเก็บและคัดแยกขยะประเภทขวดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (2) ปริมาณการใช้ภาชนะบรรจุอาหารและแก้วเครื่องดื่มพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวภายในอียู (3) ปริมาณเครื่องมือทำการประมง (fishing gears) ที่มีส่วนประกอบของพลาสติกที่ถูกนำเข้าสู่ตลาดและที่ถูกจัดเก็บกลับมาในฐานะขยะในแต่ละปี
ข้อมูลจากรายงาน: ภาพรวมทางสถิติและกลไกการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2565
จากรายงานดังกล่าวปรากฎข้อมูลและสถิติสำคัญโดยแยกตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้
1) กลุ่มภาชนะอาหารและแก้วเครื่องดื่ม: ในปี พ.ศ. 2565 มีการจำหน่ายภาชนะบรรจุอาหารพลาสติกในอียู ปริมาณ 524,003 ตัน (เฉลี่ยประมาณ 1.6 กิโลกรัมต่อคน) และแก้วเครื่องดื่มพลาสติก ปริมาณ 152,037 ตัน (เฉลี่ยประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อคน) ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นฐานในการวัดผลว่า ประเทศสมาชิกจะสามารถลดการใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวลงได้สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2569 หรือไม่ ทั้งนี้ สำหรับมาตรการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ อาทิ หลักผู้รับผิดชอบภายใต้ EPR การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Green Public Procurement) รณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนและส่งเสริมวัสดุทางเลือกที่ยั่งยืน
2) กลุ่มขวดพลาสติก: การจัดเก็บและคัดแยกขยะประเภทขวดพลาสติกทั่วอียูเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 71 ทว่า มีประเทศสมาชิกถึง 10 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม เดนมาร์ก เยอรมนี เอสโตเนีย โปแลนด์ ฟินแลนด์ สวีเดน ลิทัวเนีย โครเอเชีย และสโลวาเกีย ที่สามารถบรรลุเป้าหมายการจัดเก็บของปี พ.ศ. 2568 (กำหนดไว้ที่ร้อยละ 77) ได้แล้ว นอกจากนั้น เอสโตเนีย โปแลนด์ ฟินแลนด์ เยอรมนี เดนมาร์ก และสวีเดน ยังบรรลุเป้าหมายระยะยาวของปี พ.ศ. 2573 (กำหนดไว้ที่ร้อยละ 90) ได้เรียบร้อยแล้ว
3) กลุ่มเครื่องมือประมง (fishing gears): มีเครื่องมือประมงที่มีส่วนประกอบของพลาสติกถูกนำเข้าสู่ตลาดอียูปริมาณ 22,900 ตัน แต่กลับมีปริมาณเพียงประมาณ 1 ใน 3 เท่านั้นที่ได้รับการจัดเก็บกลับคืนมาในฐานะขยะ (collected as waste)
ในระยะต่อไป คณะกรรมาธิการยุโรปจะติดตามความคืบหน้าของประเทศสมาชิกอียูอย่างต่อเนื่อง ผ่านระบบการรายงานประจำปีเกี่ยวกับพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว โดยจะประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการบริโภค อัตราการเก็บรวบรวมขยะ และประสิทธิผลของมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จะใช้ข้อมูลปี พ.ศ. 2565 เป็นจุดอ้างอิงสำหรับการติดตามผลในอนาคต
นัยสำคัญของต่อประเทศไทย
แม้ข้อบังคับ SUPD จะบังคับใช้ภายในอียูเป็นหลัก แต่ก็ส่งผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์ที่ส่งออกไปอียูต้องปรับการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ลดพลาสติกและเพิ่มสัดส่วนส่วนประกอบรีไซเคิลตามที่กฎหมายกำหนด ทว่าในอีกมุมหนึ่ง ก็นับเป็นโอกาสสำคัญในการเปิดตลาดและขยายมูลค่าการส่งออกกลุ่มวัสดุทดแทนพลาสติก อาทิ ไม้ไผ่ บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์ รวมถึงอะลูมิเนียมที่สามารถนำกลับมาเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ เห็นได้ว่าการออกกฎเกณฑ์ดังกล่าวของอียูสามารถถอดบทเรียนเพื่อเปรียบเทียบกระบวนการทำงานได้ อียูเลือกใช้มาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาดและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นการห้ามใช้พลาสติกบางประเภท การเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก หรือการนำระบบมัดจำคืนเงินบรรจุภัณฑ์ (DRS) มาบังคับใช้ จนสามารถสร้างระบบจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพสูง ในขณะที่ประเทศไทยยังคงพึ่งพาการขอความร่วมมือหรืออาศัยความสมัครใจในการลดการใช้พลาสติกเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาภาคประชาชนและผู้ประกอบการได้ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมจนสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกได้จริง โดยมีรายงานข้อมูลในปี พ.ศ. 2566 ที่สะท้อนความสำเร็จว่า ประเทศไทยสามารถลดการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วลงได้มากถึง 148,699 ตัน ภายในระยะเวลา 3 ปี ตลอดจนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้หลอดหรือบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้อย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม แนวทางเชิงสมัครใจเช่นนี้ยังคงมีข้อจำกัดสำคัญในระยะยาว โดยเฉพาะด้านความต่อเนื่องในการปฏิบัติของภาคส่วนต่าง ๆ ความสม่ำเสมอในการบังคับใช้มาตรการให้ทั่วถึงทั้งประเทศ ตลอดจนความพร้อมของระบบโครงสร้างพื้นฐานในการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางที่ยังไม่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเพียงพอ
-
อ้างอิง:
https://www.tei.or.th/en/article_detail.php?bid=190
[1] ข้อมูลในรายงานฉบับนี้เป็นข้อมูลที่รวบรวมจากรายงานผลการปฏิบัติงานของประเทศสมาชิกใน ปี ค.ศ. 2022 ที่จัดส่งให้แก่คณะกรรมาธิการยุโรปตามข้อกำหนดในมาตรา 13 ของ Directive (EU) 2019/904 (Single-Use Plastics Directive) และ Commission Implementing Decision (EU) 2021/1752 เพื่อใช้เป็นค่าฐานอ้างอิง (baseline) ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมาย
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ