สหภาพยุโรปเร่งขับเคลื่อนวาระยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันรับบริบทภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจใหม่

สหภาพยุโรปเร่งขับเคลื่อนวาระยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันรับบริบทภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจใหม่

วันที่นำเข้าข้อมูล 7 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 7 มี.ค. 2569

| 8 view

สหภาพยุโรป (European Union: EU) อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (EU Competitiveness) เพื่อรับมือกับความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรง โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้นำประเทศสมาชิกอียูได้ร่วมหารือแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการ (EU Leaders’ Retreat) ณ เมืองลิมเบิร์ก ประเทศเบลเยียม ตามข้อเสนอแนะของนาย Bart De Wever นายกรัฐมนตรีเบลเยียม โดยมีวาระการหารือเพียงวาระเดียว คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอียู โดยการปฏิรูประบบตลาดเดียวของอียูและการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบต่าง ๆ

ที่ประชุมได้เห็นพ้องที่จะดำเนินการดังนี้ (1) ผลักดันการลดขั้นตอนและความซับซ้อนของกฎระเบียบตามที่ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ โดยเฉพาะแผนการแก้ไขกฎหมาย Omnibus Package จำนวน 10 ชุด ที่ได้รับรองไปแล้ว 3 ชุด โดยขอให้เร่งรัดดำเนินการอีก 7 ชุดที่เหลือให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงการดำเนินการ regulatory deep house cleaning โดยยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยแล้ว การลดกฎหมายประเภท directives และเพิ่มกฎหมายแบบ regulation เพิ่ม sunset clauses ในกฎหมาย และจำกัดจำนวนกฎหมายลำดับรอง (2) สนับสนุนให้อียูเป็นตลาดเดียวที่สมบูรณ์ (“One market for one Europe”) ภายในปี 2569 หรือ 2570 โดยการผลักดันนโยบาย 28th Regime หรือ EU Inc. เพื่อส่งเสริมให้มีกรอบกฎหมายในการจัดตั้ง start-up ที่เหมือนกันทั่วทั้งอียู (3) ส่งเสริมการขยายบริษัท โดยอนุญาตให้มีการควบรวมบริษัทในอียูตามความเหมาะสม ผ่านการทบทวนแนวทางการพิจารณาควบรวมกิจการที่จะเสนอในเดือนเมษายน 2569 และเร่งรัดกฎหมาย Industrial Accelerator Act ที่ส่งเสริมการผลิตโดยใช้ชิ้นส่วนภายในยุโรป (Made in EU) และการบริโภคสินค้าอียูในสินค้าทางยุทธศาสตร์ (4) ราคาพลังงาน มุ่งลดค่าไฟ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยระบบ merit order system ในตลาดพลังงาน และการปฏิรูประบบ EU ETS เพื่อเสริมสร้างการพึ่งพาตนเองอย่างมียุทธศาสตร์ (strategic autonomy) (5) คุ้มครอง ยกระดับ และลงทุนในภาคอุตสาหกรรมของอียูเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก โดยเฉพาะด้านการป้องกันประเทศ เทคโนโลยีสะอาด ควอนตัม และ AI (6) เน้นนโยบายด้านการค้าที่เปิดกว้าง ทะเยอทะยาน และปฏิบัติได้จริง มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยง โดยเรียกร้องให้มีการบังคับใช้ความตกลงการค้าเสรีที่สรุปได้แล้วกับอินโดนีเซีย อินเดีย สวิสเซอร์แลนด์ และ Mercosur และ (7) เน้นเพิ่มการลงทุน โดยผลักดันให้เกิดสหภาพด้านเงินออมและการลงทุน (Savings and Investment Union: SIU) โดยเร็ว โดยตั้งเป้าหมายให้เฟสแรกของ SIU ว่าด้วยการบูรณาการตลาดทุน การติดตามควบคุม และการตรวจสอบสรุปได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังเสนอให้มีการกู้เงินร่วม (EU joint borrowing) ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากเยอรมนีและประเทศนอร์ดิก

สำหรับการดำเนินการต่อไป นาย De Wever ได้เรียกร้องให้มีการกำหนดวาระการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในการประชุมคณะมนตรียุโรปทุกครั้ง และให้คณะกรรมาธิการยุโรปเป็นผู้เสนอ โดยนาย Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศสย้ำว่า ควรตั้งเป้าให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระดับอียูภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ หากไม่เห็นผล ประเทศสมาชิกอียูอย่างน้อย 9 ประเทศก็พร้อมที่ใช้ข้อกฎหมายของอียูเพิ่มพูนความร่วมมือ (enhanced cooperation) ระหว่างกันต่อไป ซึ่งประธานคณะมนตรียุโรปพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการดำเนินการดังกล่าว

ประเทศสมาชิกกับทิศทาง EU Competitiveness

แม้วาระการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันจะได้รับการสนับสนุนในหลักการจากทุกประเทศสมาชิก แต่การประชุมครั้งนี้สะท้อนความเห็นต่างเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างฝรั่งเศสและเยอรมนีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นลำดับความสำคัญของมาตรการ โดยฝ่ายเยอรมนีมุ่งเน้นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างผ่านการลดภาระทางกฎระเบียบ (deregulation) การบูรณาการตลาดเดียวให้สมบูรณ์ และการเร่งขยายเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี เพื่อเปิดช่องให้มีการค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมภายในผ่านแนวคิด Buy European และการพิจารณาความเป็นไปได้ในการก่อหนี้ร่วมในระดับสหภาพ (joint borrowing) เพื่อสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เยอรมนีแสดงความกังวลว่ามาตรการกีดกันทางการค้าหรือการบังคับใช้กฎ Buy European ที่เข้มงวดเกินไป อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อความคืบหน้าของความตกลงทางการค้าเสรี อาทิ ความตกลงกับกลุ่ม Mercosur โดยแนวทางของเยอรมนีได้รับการสนับสนุนจากอิตาลี เบลเยียม และกลุ่มประเทศนอร์ดิก-บอลติก ในขณะที่ฝรั่งเศสพยายามเชื่อมโยงประเด็น Buy European กฎระเบียบด้านอุตสาหกรรม และการก่อหนี้ร่วม ให้เป็นแพ็กเกจเดียวกันเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการสนับสนุนวาระการปฏิรูปของสหภาพฯ

สรุป วาระ EU Competitiveness มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหภาพยุโรปอย่างยิ่ง เนื่องจากจะเป็นกลไกหลักในการยกระดับผลิตภาพ เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนสนับสนุนเสถียรภาพทางการเงินและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว อย่างไรก็ดี การกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนมาตรการภายใต้วาระดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยการประสานจุดยืนและการประนีประนอมระหว่างประเทศสมาชิก เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งเชิงอุตสาหกรรมภายในสหภาพอย่างเหมาะสม

อ้างอิง:

https://www.ft.com/content/36d0bdd9-9cd8-4bf6-a194-27d00a639e59

https://www.consilium.europa.eu/en/meetings/european-council/2026/02/12/

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ac_26_413

https://www.europarl.europa.eu/RegData/etudes/BRIE/2026/774723/EPRS_BRI(2026)774723_EN.pdf