ผู้นำประเทศสมาชิกอียูเข้าร่วมการประชุม European Council ระหว่างวันที่ 15-16 ตุลาคม 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

วันที่นำเข้าข้อมูล 28 ต.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 28 ต.ค. 2569

| 9 view

เมื่อวันที่ 15–16 ตุลาคม 2569 ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ได้ร่วมการประชุมคณะมนตรียุโรป (European Council) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม โดยมีนาย António Costa ประธานคณะมนตรียุโรป เป็นประธาน เพื่อหารือประเด็นสำคัญ อาทิ ขีดความสามารถในการแข่งขัน พลังงาน สถานการณ์ในยูเครนและตะวันออกกลาง ตลอดจนความมั่นคงและการป้องกันประเทศของอียู พร้อมได้ออกข้อสรุปการประชุมคณะมนตรียุโรป[1] (European Council Conclusions) โดยสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดการประชุมได้ ดังนี้

1. การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)

  • วาระ “One Europe, One Market” ที่ประชุมเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการตลาดเดียวของยุโรปและการลดอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเร่งรัดการเจรจาเกี่ยวกับกรอบกฎหมายสำคัญ อาทิ EU Inc. หรือกฎหมายอำนวยความสะดวกการจัดตั้งธุรกิจ และ Industrial Accelerator Act หรือกฎหมายเพื่อการเร่งรัดภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการผลักดันมาตรการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบอียูให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569
  • พลังงาน ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการต่อการเลื่อนกำหนดการบังคับใช้ข้อกำหนดบางประการ ภายใต้กฎระเบียบว่าด้วยการปล่อยก๊าซมีเทน (Methane Regulation) เพื่อขยายระยะเวลาเปลี่ยนผ่านให้กับผู้ประกอบการ สำหรับระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) ทปช. เรียกร้องให้มีการออกมาตรการเพื่อการปรับปรุงกลไกการควบคุมสิทธิการซื้อขายคาร์บอนเพื่อลดความผันผวนของราคาคาร์บอน แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน และได้เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินผลกระทบต่อราคาพลังงานจากการบังคับใช้ ETS2 เพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาในระยะต่อไป

2. ยูเครน (Ukraine) ที่ประชุมยืนยันการสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน มนุษยธรรม และการทหาร พร้อมประณามการโจมตีของรัสเซียที่มุ่งเป้าโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเห็นพ้องให้เพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซียผ่านการยกระดับมาตรการคว่ำบาตร ควบคู่กับการผลักดันกระบวนการทางกฎหมายเพื่อให้รัสเซียรับผิดชอบต่ออาชญากรรมจากการรุกรานยูเครน นอกจากนี้ ที่ประชุมแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าในการเปิดกลุ่มหัวข้อการเจรจา (negotiating clusters) เพิ่มเติมในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกอียูของยูเครนและสาธารณรัฐมอลโดวา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม2569 และคาดว่าอียูจะสามารถเปิดกลุ่มหัวข้อการเจรจาที่เหลือได้ภายในสิ้นปี 2569

3. สถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Middle East) ที่ประชุมแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความมั่นคงและการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยได้หารือสถานการณ์ในอิหร่าน เยเมน ฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ เลบานอน และซีเรียที่ประชุมเน้นย้ำความจำเป็นในการลดความตึงเครียด การหยุดยิงและยุติการโจมตี การคุ้มครองพลเรือน และการอำนวยความสะดวกในการจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ตลอดจนการรักษาเสรีภาพในการเดินเรือและการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังยืนยันการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์บนพื้นฐานของหลักการ two-state solution

4. ความมั่นคงและการป้องกันประเทศของอียู (European Defence and Security)

  • ภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threats) [2] ที่ประชุมเรียกร้องให้ยกระดับขีดความสามารถในการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามแบบผสมผสาน พร้อมเร่งรัดการดำเนินแผนปฏิบัติการด้านความมั่นคงเกี่ยวกับอากาศยานไร้คนขับและการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (Action Plan on Drone and Counter-Drone Security) เพื่อต่อต้านการโจมตีหรือการรุกรานโดยการใช้โดรนจากภายนอก
  • ความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ (Defence Readiness) ที่ประชุมสนับสนุนโครงการ Eastern Flank Watch หรือการระวังภัยตามชายแดนตะวันออกของยุโรปกับรัสเซีย พร้อมผลักดันการลดการพึ่งพาภายนอกในสาขายุทธศาสตร์ และเร่งรัดการบรรลุข้อตกลงด้านการเคลื่อนย้ายทางทหารร่วมของรัฐสมาชิก (Military Mobility) ภายในสิ้นปี 2569

5. ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีน ที่ประชุมหารือแนวทางแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้าและรับมือผลกระทบจากสินค้านำเข้าจีนต่อภาคอุตสาหกรรมยุโรป โดยผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปเดินหน้าการเจรจากับจีนเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ควบคู่กับการเสริมสร้างเครื่องมือปกป้องทางการค้าและพัฒนาเครื่องมือเพิ่มเติมเพื่อรับมือการบิดเบือนตลาด ทั้งนี้ ผู้นำได้หารือการใช้มาตรการปกป้อง อาทิ โควตาและภาษี โดยให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเคมีและเครื่องจักร ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจีน

6. ประเด็นอื่น ๆ ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานที่เมือง Ceuta และ Melilla ของสเปน สถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก นอกจากนี้ ยังได้หารือการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลภายใต้กฎหมาย Digital Services Act และการเตรียมการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 31 (COP31)

 

การประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความสำคัญที่อียูให้กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการรับมือความท้าทายด้านพลังงานและความมั่นคง โดยประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่ ความคืบหน้าของมาตรการด้านตลาดเดียวและการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ แนวทางดำเนินการด้านพลังงาน การจัดการความไม่สมดุลทางการค้ากับจีน และการยกระดับความพร้อมด้านการป้องกันประเทศของอียู

 

-

อ้างอิง

- Forefront, “No-surprise EUCO leaves big decisions for December”

- https://www.consilium.europa.eu/en/meetings/european-council/2026/10/15-16/

 

[1] เอกสาร European Council meeting (15 and 16 October 2026) – Conclusions ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.consilium.europa.eu/media/4tglqede/en-20261016-european-council-conclusions.pdf

[2] “ภัยคุกคามแบบผสมผสาน” (Hybrid Threats) หมายถึง การผสมผสานเครื่องมือหลายมิติ ทั้งการปฏิบัติการทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร การกดดันทางเศรษฐกิจ การใช้ตัวแทนดำเนินการ และการแทรกแซงทางการเมือง เพื่อบ่อนทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐโดยไม่จำเป็นต้องใช้สงครามแบบเปิดเผย ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://www.awc.ac.th/storage/journal_std/20260918034349.pdf

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ