อียูเตรียมเก็บภาษีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จากจีน หลังรถยนต์ BEV จีน ขยายตลาดอย่างรวดเร็วในอียู
วันที่นำเข้าข้อมูล 30 ก.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 ก.ย. 2569
สหภาพยุโรป (อียู) กำลังพิจารณาเดินหน้ามาตรการทางภาษีเพิ่มเติมต่อรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicles: PHEVs) จากจีน หลังอียูพบว่าบริษัทรถยนต์จีนหันมาเพิ่มการทำตลาดรถยนต์ PHEV ในอียูมากขึ้น หลังจากที่อียูเริ่มใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมกับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicles: BEVs) จากจีน ส่งผลให้การนำเข้าและยอดขายรถยนต์ PHEV จากจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้ อียูจึงเริ่มพิจารณาขยายมาตรการทางภาษีให้ครอบคลุมรถยนต์ PHEV จากจีน โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าจะเลือกใช้แนวทางใดในการดำเนินการ
1. ความเป็นมา:การขยายตัวของรถยนต์ PHEV หลังอียูเก็บภาษีรถยนต์ BEV จากจีน
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2567 อียูเริ่มบังคับใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุน (Countervailing Duty: CVD) ต่อรถยนต์ BEV ที่ผลิตในจีน ด้วยเหตุที่รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐในระดับสูงและสร้างความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของอียู โดยมาตรการดังกล่าวกำหนดให้รถยนต์ BEV ที่ผลิตในจีนต้องเสียภาษีนำเข้าปกติร้อยละ 10 และภาษีตอบโต้การอุดหนุนเพิ่มเติมในอัตราที่แตกต่างกันตามผู้ผลิต เช่น BYD ถูกเรียกเก็บเพิ่มร้อยละ 17 หรือรวมเป็นร้อยละ 27 และ Geely เพิ่มร้อยละ 18.8 หรือรวมเป็นร้อยละ 28.8 ขณะที่รถยนต์ PHEV ยังไม่อยู่ภายใต้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนดังกล่าว และยังคงเสียภาษีนำเข้าปกติร้อยละ 10
ความแตกต่างของอัตราภาษีทำให้รถยนต์ PHEV มีความได้เปรียบด้านต้นทุนและการตั้งราคาในตลาดอียู ส่งผลให้ในปี 2568 การนำเข้ารถยนต์ PHEV จากจีนเข้าสู่อียูเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 160,000 คัน จากประมาณ 27,000 คันในปี 2567 การขยายตัวดังกล่าวจึงนำไปสู่การพิจารณาของอียูเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางภาษีกับบริษัทรถยนต์จีนที่หันมาเน้นการทำตลาดรถยนต์ PHEV มากขึ้น
2. แนวมาตรการต่อรถยนต์ PHEV จากจีน
มาตรการตอบโต้การอุดหนุนที่อียูใช้อยู่ในปัจจุบันครอบคลุมเฉพาะรถยนต์ BEV ที่ผลิตในจีน และยังไม่ครอบคลุมรถยนต์ PHEV ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเลือกใช้แนวทางใดในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุนกับรถยนต์ PHEV จากจีน โดยมี 2 ทางเลือกหลัก ได้แก่
- การเปิดการไต่สวนการอุดหนุน (anti-subsidy investigation) เป็นแนวทางที่มีฐานทางกฎหมายชัดเจนและมีความเสี่ยงต่อข้อโต้แย้งทางข้อกฎหมายน้อยกว่า โดยคณะกรรมาธิการยุโรปสามารถนำข้อมูลจากการไต่สวนรถยนต์ BEV เดิมมาประกอบการพิจารณาได้ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ PHEV ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายเดียวกับรถยนต์ BEV อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยกระบวนการไต่สวนเต็มรูปแบบอาจใช้เวลาประมาณ 13 เดือน และอย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาประมาณ 9 เดือนก่อนที่จะสามารถกำหนดภาษีชั่วคราวได้ อีกทั้งอาจนำไปสู่การใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมจากจีน
- การเปิดการไต่สวนการหลีกเลี่ยงมาตรการ (anti-circumvention investigation) แนวทางดังกล่าวสามารถดำเนินการได้รวดเร็วและไม่ต้องผ่านการลงมติของประเทศสมาชิก อย่างไรก็ดี คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องพิสูจน์ว่าการเพิ่มขึ้นของรถยนต์PHEV จากจีนเป็นผลจากความพยายามหลีกเลี่ยงมาตรการภาษีที่ใช้กับรถยนต์ BEV อย่างแท้จริง ทั้งนี้ แม้ข้อมูลจะชี้ว่า การนำเข้ารถยนต์ PHEV จากจีนเข้าสู่อียูเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 27,000 คันในปี 2567 เป็น 160,000 คันในปี 2568 รวมถึงกรณีของบริษัท SAIC ที่มียอดขายรถยนต์ PHEV เพิ่มขึ้นสวนทางกับยอดขายรถยนต์ BEV ที่ลดลง แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดจากความพยายามหลีกเลี่ยงภาษีโดยตรง
3. กรอบระยะเวลาในการดำเนินมาตรการ
สำหรับระยะเวลาการดำเนินการ มีความเป็นไปได้ว่าคณะกรรมาธิการยุโรปอาจเปิดการไต่สวนในช่วงกลางเดือนกันยายนนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอียูและจีนยังอยู่ระหว่างการเจรจา การตัดสินใจดังกล่าวอาจเลื่อนออกไปจนถึงเดือนตุลาคม ทั้งนี้ หากอียูเดินหน้ากำหนดมาตรการตอบโต้การอุดหนุนต่อรถยนต์ PHEV จากจีน คาดว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณ 12 เดือนก่อนที่มาตรการจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนยังมีเวลาอีกราว 1 ปี ในการขยายตลาดรถยนต์ PHEV ในอียูก่อนเผชิญกับภาระภาษีเพิ่มเติม
โดยสรุป แม้การใช้มาตรการทางภาษีต่อรถยนต์ PHEV จากจีนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าอียูกำลังเพิ่มความเข้มงวดในการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อปกป้องตลาดยานยนต์ของตนเอง ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของรถยนต์จีนในอียู ทั้งนี้ หากอียูขยายการใช้มาตรการทางภาษีให้ครอบคลุมรถยนต์ PHEV ในระยะต่อไป ผู้ผลิตจีนอาจต้องปรับกลยุทธ์อีกครั้ง ซึ่งอาจทำให้รูปแบบการแข่งขันเปลี่ยนจากการพึ่งพาความได้เปรียบด้านราคาและการส่งออกรถยนต์จากจีน ไปสู่การเพิ่มการผลิต การลงทุน และการสร้างฐานธุรกิจภายในอียูมากขึ้น ดังนั้น ประเด็นรถยนต์ PHEV จึงน่าจับตามองไม่เพียงในแง่ของมาตรการภาษี แต่ในฐานะอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจกำหนดทิศทางการแข่งขันระหว่างอุตสาหกรรมยานยนต์อียูกับจีนในยุคของการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน
-
อ้างอิง:
- Forefront, “Tariffs on Chinese plug-in hybrids – a question of when and how”
- https://www.car250.com/eu-phev-china-2026-11.html#google_vignette
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ