อียูระงับการนำเข้าเนื้อวัวและเนื้อสัตว์ปีกจากบราซิล
วันที่นำเข้าข้อมูล 30 ก.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 ก.ย. 2569
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปประกาศระงับการนำเข้าเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ของบราซิล ได้แก่ เนื้อสัตว์ปีก เนื้อวัว ไข่ น้ำผึ้ง และไส้สำหรับบรรจุไส้กรอก เนื่องจากบราซิลไม่สามารถให้หลักประกันที่เพียงพอเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอียูว่าด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะ[1] (rules on the use of antimicrobial substances) โดยมาตรการดังกล่าวได้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569
ข้อกำหนดเกี่ยวกับการยาปฏิชีวนะในสัตว์ของอียู
มาตรการระงับการนำเข้าดังกล่าวมีที่มาจากข้อกำหนดของอียูเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ ซึ่งมีผลใช้บังคับกับผู้ผลิตในอียูตั้งแต่ปี 2565 โดยกำหนดห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตหรือเพิ่มผลผลิตของสัตว์ และห้ามใช้ยาปฏิชีวนะบางประเภทที่สงวนไว้สำหรับการรักษาในมนุษย์[2] ต่อมา อียูได้นำข้อกำหนดเดียวกันมาใช้กับสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ส่งออกจากประเทศนอกอียูมายังอียูด้วย โดยกำหนดให้ประเทศผู้ส่งออกต้องยืนยันและให้หลักประกันว่าสินค้าที่ส่งมายังอียูเป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว ทั้งนี้ บราซิลไม่สามารถให้หลักประกันได้อย่างเพียงพอเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว จึงถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อประเทศที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 อียูระงับการนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์จากสัตว์จากบราซิล โดยครอบคลุมเนื้อสัตว์ปีก เนื้อวัว ไข่ น้ำผึ้ง และไส้สำหรับบรรจุไส้กรอก ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่ามาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
การตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด
ปัจจุบัน คณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ของบราซิล โดยการตรวจสอบในส่วนของสัตว์ปีกและน้ำผึ้ง ได้เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการเปิดเผยผลการตรวจสอบดังกล่าว โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะจัดทำรายงานผลการตรวจสอบต่อไป และหากผลการตรวจสอบเป็นที่น่าพอใจ อาจเสนอให้แก้ไขบัญชีรายชื่อประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมายังอียูได้ ในส่วนเนื้อวัว บราซิลยังอยู่ระหว่างการให้หลักประกันเพิ่มเติมแก่อียู โดยเฉพาะหลักประกันที่ครอบคลุมการใช้ยาปฏิชีวนะตลอดวงจรชีวิตของสัตว์ และยังไม่มีการกำหนดกรอบเวลาสำหรับการตรวจสอบในส่วนนี้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 กระทรวงเกษตรและกระทรวงการต่างประเทศของบราซิลได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลต่อมาตรการระงับการนำเข้าสินค้าจากสัตว์ของบราซิล โดยระบุว่า หากการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ “ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ” ได้ภายในเวลาที่เหมาะสม รัฐบาลบราซิลอาจใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรักษาเงื่อนไขทางการค้า รวมถึงหลักการต่างตอบแทน (reciprocity measures) ตลอดจนกลไกที่เกี่ยวข้องภายใต้ความตกลง Mercosur-อียู และระบบการค้าพหุภาคี
ผลกระทบต่อการค้าระหว่างอียูกับบราซิล
มาตรการระงับดังกล่าวของอียูส่งผลกระทบต่อการส่งออกของบราซิลมูลค่าประมาณ1.84 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่าจากการส่งออกเนื้อโคและเนื้อสัตว์ปีกเป็นหลัก ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรบราซิล ในปี 2568 บราซิลส่งออกเนื้อโคไปยังอียูมูลค่า 1.05พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเนื้อไก่มูลค่า 763 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอียูเป็นตลาดสำคัญสำหรับเนื้อโคมูลค่าสูงของบราซิล คิดเป็นร้อยละ 5.86 ของรายได้จากการส่งออกเนื้อโค และเป็นปลายทางประมาณร้อยละ 8 ของการส่งออกเนื้อไก่ โดยตลาดสำคัญสำหรับเนื้อโค ได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน และเยอรมนี ขณะที่เนเธอร์แลนด์ สเปน และเยอรมนีเป็นตลาดสำคัญสำหรับเนื้อไก่
-
อ้างอิง
[1] Commission Delegated Regulation (EU) 2023/905 of 27 February 2023, supplementing Regulation (EU) 2019/6 as regards the application of the prohibition of use of certain antimicrobial medicinal products in animals or products of animal origin exported from third countries into the Union. https://eur-lex.europa.eu/eli/reg_del/2023/905/oj/eng
[2] Regulation (EU) 2019/6 of the European Parliament and of the Council of 11 December 2018 on veterinary medicinal products and repealing Directive 2001/82/EC ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2565 และกำหนดข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ