สหภาพยุโรปผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านพลังงาน

สหภาพยุโรปผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านพลังงาน

วันที่นำเข้าข้อมูล 13 พ.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 พ.ค. 2569

| 94 view

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2026 ได้มีการจัดการประชุมสุดยอดด้านพลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Energy Summit) ณ กรุงปารีส นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายพลังงานในภูมิภาค โดยระบุว่าการลดบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ในอียูช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้น ถือเป็นความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของภูมิภาค

ท่ามกลางวิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงในตะวันออกกลาง ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้กล่าวถึงการที่อียู (อียู) ตัดสินใจลดบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ลงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้น ถือเป็น "ความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์" ครั้งสำคัญ โดยได้ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ที่เคยสูงถึง 1 ใน 3 ในปี ค.ศ. 1990 กลับลดลงเหลือเพียงเกือบร้อยละ 15 โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังเหตุการณ์ภัยพิบัติฟูกูชิมะในปี ค.ศ. 2011 ที่ประเทศสมาชิกสำคัญอย่างเยอรมนีได้ดำเนินนโยบายลดการพึ่งพานิวเคลียร์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนาง Ursula von der Leyen เน้นย้ำว่า แม้นโยบายดังกล่าวอาจเคยเป็นทางเลือกหนึ่งในอดีต อย่างไรก็ดี ในบริบทปัจจุบันถือเป็นความผิดพลาดที่อียูเลือกหันหลังให้กับแหล่งพลังงานที่มีเสถียรภาพ มีต้นทุนที่เหมาะสม และมีอัตราการปล่อยมลพิษต่ำ การที่อียูพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าที่ราคาสูงและผันผวนนั้นได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้อียูต้องตกเป็นรองเชิงโครงสร้างเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในการนี้ นาง Ursula von der Leyen ได้ประกาศจัดตั้งกองทุนสนับสนุนนวัตกรรมด้านพลังงานนิวเคลียร์มูลค่า 200 ล้านยูโร (ประมาณ 230 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อยกระดับขีดความสามารถและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของอียู

 

วิกฤตการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ 

ในอดีต อียูดำเนินยุทธศาสตร์พลังงานโดยลดบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์และหันไปพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ทว่าวิกฤตการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดอ่อนของยุทธศาสตร์ดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการอุบัติขึ้นของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโรงกลั่นน้ำมันหลักหลายแห่ง และนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในการลำเลียงพลังงานโลก สถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำมันขาดแคลน แต่ยังเป็นประจักษ์พยานสำคัญที่สะท้อนถึงข้อจำกัดที่ฝังรากลึกในระบบพลังงาน อันเกิดจากการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากภายนอกภูมิภาคมากเกินไป จนทำให้อียูขาดอำนาจการต่อรองและอธิปไตยทางพลังงานในยามวิกฤต

 

มาตรการและข้อเสนอสำคัญของสหภาพยุโรป (อียู)

  • ผลักดันการใช้เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบโมดูล (Small Modular Reactors: SMRs) แม้จะมีกำลังการผลิตประมาณ 300 เมกะวัตต์ ซึ่งเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิมที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ แต่เทคโนโลยี SMRs กลับมีความโดดเด่นในด้านความคุ้มค่าและก่อสร้างได้รวดเร็ว เนื่องจากเปลี่ยนรูปแบบจากการก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่จริงมาเป็นการผลิตโมดูลแล้วมาประกอบเข้าด้วยกัน
  • ประสานกฎระเบียบระหว่างประเทศสมาชิกให้เป็นหนึ่งเดียว (harmonising regulations) อียูมุ่งเน้นการปรับปรุงกฎระเบียบระหว่างประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกัน เพื่อขจัดอุปสรรคทางด้านกฎหมายและอำนวยความสะดวกในการขยายตัวของภาคพลังงานนิวเคลียร์ โดยประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญว่า เมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ถึงความปลอดภัยในการใช้งานแล้ว กระบวนการติดตั้งและนำไปใช้จริงควรดำเนินไปได้โดยง่ายและมีความสอดคล้องกันทั่วทั้งอียู
  • การกำหนดมาตรฐานการออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ร่วมกันทั่วยุโรป ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ได้เสนอให้มีการจัดทำมาตรฐานการออกแบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้เป็นหนึ่งเดียวกันทั่วทั้งยุโรป ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวนี้อาจให้ผลประโยชน์ต่อบริษัท EDF รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของฝรั่งเศสที่มุ่งหวังจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดนิวเคลียร์โลก
  • ขณะเดียวกัน นาย Konstantinos Mitsotakis นายกรัฐมนตรีกรีซ ได้แสดงเจตนารมณ์ในการผลักดันให้กรีซเป็นศูนย์กลางการหารือเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอุตสาหกรรมการขนส่งทางทะเล เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคธุรกิจการขนส่งทางทะเล

 

แรงกดดันจากภาคประชาสังคมต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม การประชุมสุดยอดในครั้งนี้ได้เผชิญกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จากกลุ่มผู้คัดค้าน โดยในระหว่างพิธีเปิดการประชุม กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม Greenpeace ได้บุกขึ้นบนเวทีและขัดจังหวะระหว่างการทักทายผู้นำรัฐสภาของนาย Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และนาย Rafael Grossi ผู้อำนวยการใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อสื่อสารข้อเรียกร้องที่ว่า พลังงานนิวเคลียร์อาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางพลังงานและเป็นปัจจัยสนับสนุนงบประมาณในภาวะสงครามของรัสเซีย

ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางคือการตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งในเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับการพึ่งพายูเรเนียมจากรัสเซีย ซึ่งแม้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจะระบุถึงความสามารถในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ได้ด้วยตนเอง ทว่าข้อมูลสถิติจากกรมศุลกากรของฝรั่งเศสประจำปี ค.ศ. 2025 กลับบ่งชี้ข้อเท็จจริงที่สำคัญว่า ฝรั่งเศสยังคงมีการนำเข้ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะ (Enriched Uranium) จากรัสเซียในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 39 ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมดในปีดังกล่าว

วิกฤตการณ์สงครามและความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันกลายเป็นตัวเร่งให้อียูต้องยอมรับว่าการลดบทบาทพลังงานนิวเคลียร์ในอดีตส่งผลโดยตรงต่อการลดทอนอำนาจต่อรองและอธิปไตยทางพลังงานของภูมิภาค การกลับมาผลักดันพลังงานนิวเคลียร์ในฐานะแหล่งพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ จึงเป็นความพยายามเชิงรุกเพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า สำหรับประเทศไทยบทเรียนจากอียูนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพ การมีทางเลือกด้านพลังงานที่พึ่งพาตนเองได้จึงอาจเป็นทางรอดระยะยาวที่ไทยต้องเร่งวางแผน อย่างไรก็ตาม ความพร้อมของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือการถอดบทเรียนจากอียู ได้แก่ ความมั่นคง/ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การมีระบบตรวจสอบที่โปร่งใส การพัฒนาบุคลากร และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน อันจะนำไปสู่การวางนโยบายและแผนด้านความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกได้อย่างยั่งยืน

 

อ้างอิง:

https://www.dw.com/en/europe-eu-nuclear-power-strategic-mistake/a-76289274

https://www.the101.world/future-of-energy-2026/

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ