อียูชี้แนวทางการปฏิบัติตาม PPWR ระยะแรก เน้นการปรับตัวก่อนมาตรการเข้มงวด

วันที่นำเข้าข้อมูล 30 ก.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 ก.ย. 2569

| 6 view

นับตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เป็นต้นมา กฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ของอียู[1] (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) ได้มีผลใช้บังคับอย่างเป็นทางการ โดยก่อนกำหนดดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปได้เผยแพร่เอกสารข้อซักถามและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับกฎระเบียบ PPWR[2] (FAQ) เพื่อสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ PPWR ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

1. แนวทางการบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR ในระยะแรก

ในช่วงเริ่มต้นของการบังคับใช้กฎระเบียบ PPWR คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิกหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการในลักษณะที่มุ่งการลงโทษ โดยจะให้ความสำคัญกับการออกคำเตือน การให้คำแนะนำ และการให้ระยะเวลาแก่ผู้ประกอบการในการแก้ไขข้อบกพร่อง ก่อนพิจารณาใช้มาตรการที่เข้มงวด อาทิ การห้ามวางจำหน่าย การเรียกคืนสินค้า หรือการกำหนดค่าปรับ เพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการค้า ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรา 62 ว่าด้วยเรื่อง formal non-complianceของ PPWR ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกแจ้งผู้ประกอบการและเปิดโอกาสให้แก้ไขก่อนใช้มาตรการที่มีความเข้มงวด

 

2. คำนิยามของ “ผู้ผลิต” (manufacturer)

โดยหลักนิยามของคำว่า “ผู้ผลิต” (manufacturer)  ตามมาตรา 3 (1)(13) ของ PPWR หมายถึงบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่ผลิตบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์[3] โดยครอบคลุมทั้ง “ผู้ผลิตจริง” และ “เจ้าของแบรนด์” ทั้งนี้ เอกสาร FAQ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณาว่า ใครถือเป็น “ผู้ผลิต” ในแต่ละกรณี ดังนี้

  • กรณีไม่มีชื่อหรือเครื่องหมายการค้าบนบรรจุภัณฑ์: ให้พิจารณาจากผู้ที่สั่งผลิตและกำหนดรายละเอียดของบรรจุภัณฑ์เป็นสำคัญ โดยอาจเป็นผู้จัดหาบรรจุภัณฑ์ (supplier) หรือผู้ที่นำผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ออกสู่ตลาด
  • กรณีผลิตภายใต้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้า: หากบรรจุภัณฑ์หรือผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์ได้รับการออกแบบหรือผลิตภายใต้ชื่อหรือเครื่องหมายการค้าของบุคคลหรือนิติบุคคลใด บุคคลหรือนิติบุคคลนั้นจะถือเป็น “ผู้ผลิต” แม้ว่าการผลิตจริงจะดำเนินการโดยผู้ประกอบการรายอื่นก็ตาม ตัวอย่างเช่น บริษัท A จ้างบริษัท B ผลิตบรรจุภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัท A บริษัท A จะถือเป็นผู้ผลิต
  • กรณีวิสาหกิจรายย่อย (micro-enterprise): ในกรณีที่ผู้ประกอบการเป็นวิสาหกิจรายย่อย และมีผู้จัดหาบรรจุภัณฑ์ (supplier) ซึ่งจัดหาบรรจุภัณฑ์ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและตั้งอยู่ในประเทศสมาชิกเดียวกัน ผู้จัดหาบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวจะถือเป็น “ผู้ผลิต”

 

3. เอกสาร Declaration of Conformity และเอกสาร Technical Documentation

  • หน้าที่ในการจัดทำเอกสาร เอกสาร FAQ ได้ชี้แจงหน้าที่ของผู้ประกอบการแต่ละฝ่ายเกี่ยวกับDeclaration of Conformity (DoC) และเอกสารทางเทคนิค (technical documentation: TD) ดังนี้
    • ผู้ผลิต (manufacturer) เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดทำ DoC และ TD
    • ซัพพลายเออร์ (supplier) ไม่ต้องจัดทำ DoC แต่ต้องให้ข้อมูลทางเทคนิคที่จำเป็นแก่ผู้ผลิต
    • ผู้นำเข้า (importer) ผู้นำเข้าที่นำบรรจุภัณฑ์จากประเทศที่สามเข้าสู่ตลาดอียู ไม่ต้องลงนามใน DoC แต่ต้องตรวจสอบว่าผู้ผลิตในประเทศที่สามได้จัดทำ DoC และเก็บสำเนาไว้
  • ขอบเขตของ DoC เอกสาร DoC หนึ่งฉบับสามารถใช้รับรองบรรจุภัณฑ์หนึ่งชุด (packaging unit) ซึ่งอาจประกอบด้วยขวด ฝาปิด และฉลากที่ใช้ร่วมกัน โดยต้องระบุรายละเอียดของส่วนประกอบแต่ละส่วนให้ครบถ้วน และจัดทำตามข้อกำหนดด้านภาษาของประเทศสมาชิก สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ไม่จำเป็นต้องมีหมายเลขประจำ (serial number) แยกสำหรับบรรจุภัณฑ์ทุกชิ้น โดยสามารถใช้ข้อมูล batch, type หรือ model เพื่อระบุบรรจุภัณฑ์ได้
  • บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2569 บรรจุภัณฑ์ที่ผลิตก่อนวันที่ 12สิงหาคม 2569 และยังไม่ได้วางตลาด ไม่จำเป็นต้องนำกลับมาติดฉลากใหม่ ผลิตใหม่ หรือทำลาย โดยสามารถแสดงข้อมูลที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์และผู้ผลิตไว้ในเอกสารประกอบแทนได้
  • ข้อกำหนดเกี่ยวกับ PFAS ข้อกำหนดเกี่ยวกับสาร PFAS สำหรับบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารได้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ดังนั้น ผู้ผลิตและผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่า บรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารมีปริมาณสาร PFAS ไม่เกินกว่าที่กฎระเบียบ PPWR กำหนด และจัดเก็บหลักฐานการตรวจสอบไว้ในเอกสาร TD

 

ในระยะต่อไป คณะกรรมาธิการยุโรปมีกำหนดจะรับรองกฎหมายลำดับรองภายใต้กฎระเบียบ PPWR ภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 จำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ (1) หลักเกณฑ์การคำนวณและตรวจสอบสัดส่วนพลาสติก  รีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ (2) หลักเกณฑ์สำหรับวัสดุรีไซเคิลจากประเทศที่สาม และ (3) หลักเกณฑ์ด้านความยั่งยืนสำหรับเทคโนโลยีการรีไซเคิลพลาสติก ทั้งนี้ แม้การบังคับใช้ PPWR ในระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการแก้ไขข้อบกพร่องก่อนใช้มาตรการบังคับที่เข้มงวดขึ้น อาทิ การให้คำแนะนำ และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการดำเนินการแก้ไข แต่แนวทางดังกล่าวมิได้เป็นการยกเว้นหรือลดทอนหน้าที่ทางกฎหมายภายใต้ PPWR แต่อย่างใด ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกยังคงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมต่อกฎระเบียบดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการวางจำหน่ายสินค้าและการเข้าสู่ตลาดอียู

 

-

อ้างอิง: Forefront, “EU packaging rules enter into force as Commission favours a ‘no-sanctions’ approach in the latest guidance”

 

[1] กฎระเบียบ Regulation (EU) 2025/40: Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/HTML/?uri=OJ:L_202500040

[2] Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) - Frequently Asked Questions (FAQs) https://environment.ec.europa.eu/publications/faq-packaging-and-packaging-waste-regulation-ppwr_en

[3] Article 3 (1)(13) "manufacturer" means any natural or legal person that manufactures packaging or a packaged product; however, ...

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ