ส่องยุทธศาสตร์การค้า EU และความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศ non-EU
วันที่นำเข้าข้อมูล 26 ส.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 26 ส.ค. 2569
สหภาพยุโรป (อียู) กำลังเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้านอกภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ทั้งผ่านการจัดทำความตกลงทางการค้า การขยายการเข้าถึงตลาด และการยกระดับความร่วมมือในประเด็นที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว โดยในช่วงที่ผ่านมาอียูมีความคืบหน้าด้านความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับหลายประเทศ ทั้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและภูมิภาคอื่น ๆ บทความนี้จึงรวบรวมพัฒนาการดังกล่าว เพื่อให้เห็นทิศทางการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของอียูและประเด็นที่น่าติดตาม ดังนี้
1. EU-อินโดนีเซีย: คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอความตกลง CEPA และ IPA ต่อประเทศสมาชิกพิจารณา
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอความตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจรอบด้าน (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) และความตกลงว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุนทวิภาคี (Investment Protection Agreement: IPA) ระหว่างอียูกับอินโดนีเซียต่อคณะมนตรีแห่งอียู โดยความตกลงมีสาระสำคัญ ได้แก่ 1) การยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าของอียูเกือบทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 98.5 ของรายการภาษี 2) ส่งเสริมการลงทุนและการเข้าถึงตลาดในภาคส่วนยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนการคุ้มครองสินค้า GI จำนวนกว่า 221 รายการ และ 3) เสริมสร้างความมั่นคงด้านอุปทานวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะนิกเกิล ทั้งนี้ คณะมนตรีฯ จะพิจารณาอนุมัติการลงนามโดยใช้มติเสียงข้างมาก ก่อนเสนอให้สภายุโรปพิจารณาต่อไป
2. EU-ออสเตรเลีย: อียูเตรียมเสนอมาตรการ “Safeguard” สำหรับดีลการค้าออสเตรเลีย
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างอียูกับออสเตรเลีย คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมเสนอมาตรการปกป้องทางการค้า (safeguard mechanism) สำหรับความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) อียู-ออสเตรเลีย โดยครอบคลุมสินค้าทุกประเภท รวมถึงสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหว เช่น เนื้อวัวและน้ำตาล มาตรการดังกล่าวจะจัดทำเป็นกฎระเบียบ (regulation) แยกจาก FTA อียู-ออสเตรเลีย ทั้งนี้ ภายใต้ FTA อียู-ออสเตรเลีย อียูจะเปิดโควตานำเข้าน้ำตาลจากออสเตรเลีย 35,000 ตัน โดยปลอดภาษีและกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องมีใบรับรองความยั่งยืนจากระบบการรับรองมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากอียู เช่น Bonsucro สำหรับน้ำตาลที่ส่งออกมายังอียูภายใต้โควตาพิเศษนี้
3. EU-เม็กซิโก: คณะมนตรีแห่งอียูให้ความเห็นชอบขั้นสุดท้ายต่อความตกลงการค้าชั่วคราว อียู-เม็กซิโก
ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอียูกับเม็กซิโกได้เดินหน้าเข้าสู่ห้วงสำคัญ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 คณะมนตรีแห่งอียูได้เห็นชอบความตกลงทางการค้าชั่วคราว[1] (Interim Agreement on Trade) ระหว่างอียูกับเม็กซิโกอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเสร็จสิ้นกระบวนการภายในของอียู โดยความตกลงดังกล่าวเป็นการปรับปรุงเสาหลักด้านการค้าของความตกลงอียู-เม็กซิโกที่มีอยู่เดิม และมีสาระสำคัญ ได้แก่ การยกเลิกภาษีศุลกากรที่ยังคงเหลืออยู่ส่วนใหญ่ การปรับปรุงการเข้าถึงตลาดในด้านบริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านการค้าดิจิทัล และทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้ ความตกลงฉบับชั่วคราวดังกล่าวคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในอียูกว่า 45,000 แห่งที่ส่งออกไปยังเม็กซิโก และจะมีผลใช้บังคับจนกว่าความตกลงอียู-เม็กซิโกฉบับปรับปรุงจะมีผลใช้บังคับ
4. EU-อินเดีย: อียูและอินเดียยกระดับความร่วมมือด้านการค้า เทคโนโลยี และเทคโนโลยีสะอาด
ด้านอินเดีย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 อียูและอินเดียได้จัดการประชุม Trade and Technology Council (TTC) ครั้งที่ 3 ณ กรุงบรัสเซลส์ โดยได้หารือความร่วมมือเกี่ยวกับเทคโนโลยีสำคัญ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีควอนตัม และการเข้าร่วมโครงการ Horizon Europe ของอินเดีย ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการทบทวนงบประมาณวิจัยร่วม เป็นจำนวนเงินกว่า 60 ล้านยูโร สำหรับไฮโดรเจนหมุนเวียนและการรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า พร้อมหารือการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและอาหาร สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (APIs) และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยอียูและอินเดียตั้งเป้าปรับปรุงกรอบความร่วมมือ TTC ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569
5. EU-ฟิลิปปินส์: อียูและฟิลิปปินส์ยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดขึ้น
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 อียูและฟิลิปปินส์ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมเพื่อยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดขึ้น (Enhanced Partnership) โดยกรอบความตกลงนี้ได้ครอบคลุมความร่วมมือในหลายด้าน ได้แก่ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคงซึ่งอียูจัดสรรงบประมาณกว่า 15 ล้านยูโร ภายใต้กองทุน European Peace Facility เพื่อสนับสนุนอุปกรณ์เฝ้าระวังแก่กองทัพฟิลิปปินส์ พร้อมยืนยันหลักการตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และเสรีภาพในการเดินเรือในทะเลจีนใต้ ด้านการค้าและเศรษฐกิจ ครอบคลุมความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์ วัตถุดิบสำคัญ และเศรษฐกิจดิจิทัล ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านสีเขียว ตลอดจนการส่งเสริมธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน
6. บทสรุป: ส่องการค้าไทย-อียู
จากข้างต้นเห็นได้ว่าอียูกำลังขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศคู่ค้าในหลายภูมิภาค การสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่หลากหลายจึงมีความสำคัญต่อทั้งอียูและประเทศคู่ค้า โดยช่วยเปิดโอกาสทางการค้า การเข้าถึงตลาด และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่มีศักยภาพ ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจภายใต้ระเบียบเศรษฐกิจและการค้าโลกที่กำลังผันผวนอยู่ในขณะนี้นี้
สำหรับการค้าระหว่างไทยกับอียู ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-อียู โดยในการเจรจารอบที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 15 จาก 24 ข้อบท ซึ่งนับว่ามีความคืบหน้าอย่างมากในหลายประเด็น ได้แก่ ข้อบทว่าด้วยการแข่งขันและการอุดหนุน รัฐวิสาหกิจ กลไกการระงับข้อพิพาท และบทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการความตกลง ฯลฯ ทั้งนี้ การเจรจารอบที่ 10 มีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 โดยไทยจะมุ่งผลักดันประเด็นคงค้างที่เหลือ เพื่อปูทางไปสู่การสรุปผลการเจรจา FTA ไทย-อียูในระยะต่อไป
-
อ้างอิง:
[1]Interim Agreement on Trade between the European Union and the United Mexican States https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=OJ:L_202601528
รูปภาพประกอบ
รูปภาพประกอบ