สหภาพยุโรปหารือผู้นำตะวันออกกลางต่อวิกฤตสงครามอิหร่านและผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงานโลก

สหภาพยุโรปหารือผู้นำตะวันออกกลางต่อวิกฤตสงครามอิหร่านและผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงานโลก

วันที่นำเข้าข้อมูล 13 พ.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 พ.ค. 2569

| 82 view

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป และนาย Antonio Costa ประธานคณะมนตรียุโรปได้เข้าร่วมประชุมผ่านระบบประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ จอร์แดน อียิปต์ บาห์เรน เลบานอน ซีเรีย ตุรกี อาร์เมเนีย อิรัก กาตาร์ คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย และโอมาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับวิกฤตการณ์สงครามในอิหร่าน รวมถึงการกระทำเป็นปรปักษ์อันไม่อาจยอมรับได้ต่อรัฐอื่น ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและความมั่นคงทางพลังงานของโลก

ในที่ประชุม ผู้นำสหภาพยุโรปได้กล่าวประณามอิหร่านอย่างรุนแรงที่สุดต่อการโจมตีพลเรือนแบบไม่เลือกเป้าหมายหรือการกราดโจมตี (Indiscriminate attacks) พร้อมทั้งแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อประชาชนในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ผู้นำสหภาพยุโรปได้กล่าวขอบคุณผู้นำในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนในการอำนวยความสะดวกส่งตัวพลเมืองชาวยุโรปหลายหมื่นคนที่ตกค้างอยู่ในประเทศต่าง ๆ กลับสู่ภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย ทั้งนี้ ในการหารือดังกล่าวสหภาพยุโรปได้ย้ำถึงบทบาทของตนในการสนับสนุนการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางผ่านแนวทางการทูต โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. สหภาพยุโรปย้ำบทบาทพันธมิตรในการสนับสนุนการลดความตึงเครียดผ่านการทูต

สหภาพยุโรปถือเป็นพันธมิตรที่ยาวนานและไว้วางใจได้ของตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอน สหภาพยุโรปพร้อมให้การสนับสนุนในทุกวิถีทางเพื่อช่วยคลี่คลายสถานการณ์และเอื้ออำนวยให้ทุกฝ่ายกลับสู่การเจรจาอีกครั้ง ทั้งนี้ แม้ว่าระเบียบระหว่างประเทศจะกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น สหภาพยุโรปยังคงเชื่อมั่นว่าการเจรจาและการทูตอย่างสร้างสรรค์เป็นหนทางสำคัญในการก้าวข้ามความขัดแย้งไปสู่สันติ

2. สหภาพยุโรปเรียกร้องให้อิหร่านยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ

สหภาพยุโรปเรียกร้องให้อิหร่านยุติการใช้อาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธอันเป็นการกระทำที่เป็นปรปักษ์และบั่นทอนเสถียรภาพของประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมทั้งประณามการปราบปรามและการใช้ความรุนแรงที่ไม่อาจยอมรับได้ของรัฐบาลอิหร่านต่อพลเมืองของตนเอง ในขณะเดียวกัน ผู้นำสหภาพยุโรปได้ยืนยันความมุ่งมั่นต่อการธำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการคุ้มครองพลเรือนและการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด

3. สหภาพยุโรปย้ำบทบาทปฏิบัติการทางเรือคุ้มครองเส้นทางการค้าโลก

นาง Ursula von der Leyen และนาย Antonio Costa ได้ย้ำถึงความสำคัญของปฏิบัติการทางเรือของสหภาพยุโรป ได้แก่ Operation Aspides และ Operation Atalantaซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือที่มีความสำคัญและป้องกันการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่จำเป็น นอกจากนี้ ผู้นำสหภาพยุโรปทั้งสองยังแสดงความพร้อมที่จะปรับและยกระดับปฏิบัติการดังกล่าวให้สอดคล้องต่อสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4. สหภาพยุโรประดมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพื่อบรรเทาวิกฤตในเลบานอน

นาง Ursula von der Leyen และนาย Antonio Costa ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเลบานอน และผลกระทบต่อพลเรือนซึ่งนำไปสู่สภาวะการพลัดถิ่นครั้งใหญ่อันเนื่องมาจากภัยสงคราม ทั้งนี้ ผู้นำสหภาพยุโรปได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคุ้มครองพลเรือน ตลอดจนการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของเลบานอน ในการนี้ นาง Ursula von der Leyen ได้ประกาศระดมทรัพยากรจากคลังสำรองด้านมนุษยธรรมของสหภาพยุโรป (ReliefEU) เพื่อช่วยเหลือประชาชนประมาณ130,000 คนในเลบานอน โดยมีกำหนดการเที่ยวบินขนส่งเที่ยวแรกในวันถัดไป

5. การหารือผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานโลก

ในที่ประชุม ผู้นำจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ร่วมประเมินสถานการณ์ทั้งในประเทศของตนและในภาพรวมของภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมทั้งหารือถึงผลกระทบจากการโจมตีแหล่งพลังงาน รวมถึงความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์อันส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาแนวทางในการเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรในตะวันออกกลาง เพื่อบรรเทาความเสี่ยงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

 

การประชุมในครั้งนี้ นับเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีที่แน่นแฟ้นและการขยายขอบเขตทางการทูต โดยต่อยอดจากการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ ทุกฝ่ายเห็นพ้องที่จะคงการติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามและประเมินพัฒนาการของสถานการณ์ในระยะต่อไป พร้อมร่วมกันสนับสนุนความพยายามในการนำไปสู่สันติภาพ

ในโอกาสนี้ สหภาพยุโรปยังได้ย้ำความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลางและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย โดยย้ำบทบาทของสหภาพยุโรปในฐานะพันธมิตรที่เชื่อถือได้และยาวนานในการส่งเสริมความมั่นคงและความมั่งคั่งของตะวันออกกลาง

 

 

อ้างอิง:

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/statement_26_579

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ