สหภาพยุโรปปรับค่าปริมาณตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสารกำจัดศัตรูพืช Clothianidin และ Thiamethoxam: ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความท้าทายของผู้ส่งออกสินค้าเกษตร

สหภาพยุโรปปรับค่าปริมาณตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสารกำจัดศัตรูพืช Clothianidin และ Thiamethoxam: ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความท้าทายของผู้ส่งออกสินค้าเกษตร

วันที่นำเข้าข้อมูล 29 เม.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 29 เม.ย. 2569

| 32 view

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2026 สหภาพยุโรป (อียู) เริ่มใช้การปรับลดค่าปริมาณตกค้างสูงสุด (Maximum Residue Levels: MRLs) สำหรับสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่ม Neonicotinoids จำนวน 2 ชนิดได้แก่ Clothianidin และ Thiamethoxam สู่ระดับต่ำสุดที่สามารถตรวจวัดได้ทางห้องปฏิบัติการ (Limit of Detection: LOD) หรือที่ระดับ 0.01 มิลลิกรัม/กิโลกรัม อย่างเต็มรูปแบบ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้สินค้าอาหารนำเข้าจากประเทศคู่ค้าต้องไม่มีสารตกค้างในกลุ่มนี้โดยสิ้นเชิงเสมือนไม่มีการใช้สารในกระบวนการผลิต ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปยังมีแนวโน้มที่จะขยายขอบเขตการบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานที่เข้มงวดนี้ไปยังสารอันตรายชนิดอื่นเพิ่มเติมในอนาคต

ความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของมาตรการ

ในปี ค.ศ. 2023 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศ Commission Regulation (EU) 2023/334 ว่าด้วย การปรับค่าปริมาณตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสารกำจัดศัตรูพืช Clothianidin และ Thiamethoxam ในสินค้าพืช โดยเห็นควรปรับลดค่าปริมาณตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสาร Clothianidin และสาร Thiamethoxam ซึ่งเป็นสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่ม Neonicotinoids ที่ระดับค่าปริมาณต่ำสุดที่สามารถดักตรวจได้ (LOD) หรือที่ 0.01 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ในสินค้าพืชทุกชนิดและกำหนดช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านให้กับสาร Clothianidin และสาร Thiamethoxam ในสินค้าที่ผลิตในอียูหรือสินค้าที่ส่งออกไปยังอียู ก่อนวันที่ 7 มีนาคม 2569 โดยให้สามารถใช้ค่า MRLs เดิม กฎระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้ 20 วันหลังจากที่ประกาศใน EU Official Journal (ประกาศ ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566) และให้ปรับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

สารกำจัดศัตรูพืชกลุ่ม Neonicotinoids แม้เกษตรกรจะใช้อย่างแพร่หลายทั่วโลกเพราะสามารถแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อพืชเพื่อทำลายระบบประสาทของแมลงอย่างมีประสิทธิภาพ ทว่าคุณสมบัติดังกล่าวกลับส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบนิเวศ โดยสารจะตกค้างอยู่ในเกสร น้ำหวานจากดอกไม้ ละอองเกสร และสารตกค้างจากการคายน้ำของพืช ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชากรผึ้งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปริมาณผลผลิตและการขยายพันธุ์ของพืชในธรรมชาติ ด้วยเหตุดังกล่าว อียูจึงได้สั่งระงับการใช้สารในกลุ่มนี้ไปแล้วรวม 4 ชนิด และในปี ค.ศ. 2022 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ยื่นแจ้งต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ถึงเจตจำนงในการกำหนดมาตรฐานอาหารนำเข้าให้ปราศจากสารตกค้างในกลุ่มดังกล่าวโดยสิ้นเชิง

การปรับใช้มาตรการดังกล่าวนับว่ามีความพิเศษในเชิงหลักการ เนื่องจากตัวมาตรการได้ยึดเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นบรรทัดฐานสำคัญแทนการอ้างอิงเหตุผลด้านสุขภาพของผู้บริโภคเป็นหลัก โดยก่อนหน้านี้มีเพียงสาร Thiacloprid ชนิดเดียวในกลุ่มนี้ที่ถูกกำหนดค่าปริมาณตกค้างสูงสุด (MRLs) ให้ตกอยู่ภายใต้มาตรฐานปลอดสารตกค้างโดยสิ้นเชิง ก่อนที่จะมีการเพิ่ม Clothianidin และ Thiamethoxam เข้าไปในบัญชีล่าสุด

ผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นาย Martin Dermine ผู้อำนวยการเครือข่าย PAN Europe มองว่ามาตรการนี้ส่งผลเชิงบวกต่อระบบนิเวศในประเทศผู้ผลิต และช่วยลดความเสียเปรียบทางการแข่งขันของเกษตรกรในอียูที่มีกฎหมายบังคับให้เลิกใช้สารดังกล่าวแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 โดยระบุว่า การเลิกใช้สารดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง และประเทศบราซิลเองก็เริ่มปรับตัวไปใช้สารชีวภัณฑ์มากขึ้น อย่างไรก็ดี สถาบันวิจัยแห่งชาติฝรั่งเศสด้านการเกษตร อาหาร และสิ่งแวดล้อม (INRAE) เปิดเผยว่า เกษตรกรในอียูยังคงเผชิญความท้าทายอย่างยิ่งในการเปลี่ยนผ่านสู่การเลิกใช้สารเคมีกลุ่ม Neonicotinoids แม้จะมีกฎหมายใช้บังคับมานานกว่าทศวรรษแล้วก็ตาม ล่าสุด ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติแห่งรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ได้พิจารณายับยั้งร่างกฎหมายจำกัดการใช้เมล็ดพันธุ์เคลือบสารเคมีกลุ่มดังกล่าวเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569

ส่วนภาคอุตสาหกรรม บริษัท CropLife Europe ได้แสดงจุดยืนคัดค้านมาตรการดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่าเกณฑ์ปริมาณสารตกค้างสูงสุด (MRLs) ควรถูกจำกัดขอบเขตไว้เพื่อเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในการรับรองความปลอดภัยและคุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น การนำเกณฑ์ MRLs มาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อมอาจส่งผลกระทบต่อความชัดเจนและเสถียรภาพในการดำเนินงานของเกษตรกร ผู้ผลิต และคู่ค้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเด็นนี้สอดคล้องกับท่าทีของประเทศสมาชิก WTO จำนวนมากที่ได้แสดงความกังวลต่อคณะกรรมาธิการยุโรป โดย Alan Matthews ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเกษตรและการค้า ได้ให้ทัศนะเชิงวิเคราะห์ว่ามาตรการนี้เปรียบเสมือน “ระเบิดมือ” ที่อาจสร้างความสั่นสะเทือนและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างการค้าเกษตรและอาหารในระดับโลก

แนวโน้มและทิศทางการขยายขอบเขตมาตรการในอนาคต

คณะกรรมาธิการยุโรปอยู่ระหว่างการพิจารณาขยายขอบเขตการบังคับใช้มาตรการควบคุมสารตกค้างเข้มงวดไปยังสาร Imidacloprid ซึ่งเป็นสารในกลุ่ม Neonicotinoids ที่ยังได้รับอนุญาตในสินค้านำเข้าเพียงชนิดเดียวในปัจจุบัน รวมถึงมีแนวโน้มที่จะขยายเกณฑ์การกำกับดูแลไปยังสารอันตรายประเภทอื่นที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างในลำดับถัดไป 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความวิตกกังวลของภาคส่วนต่าง ๆ เกี่ยวกับต้นทุนการผลิตและอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ ฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปได้ให้คำมั่นว่า มาตรการดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เฉพาะกับสารบางรายการเท่านั้น ในปัจจุบัน ศูนย์วิจัยร่วม (JRC) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิชาการหลักของคณะกรรมาธิการยุโรป อยู่ระหว่างการดำเนินการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านโดยคาดการณ์ว่าจะสามารถเผยแพร่ผลการศึกษาเบื้องต้นต่อสาธารณชนได้ภายในปลายปีนี้ 

สหภาพยุโรปถือเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของสินค้าเกษตรไทย นับเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 มูลค่าการค้ากว่า 133,000 ล้านบาท โดยการปรับค่าปริมาณตกค้างสูงสุดในสารกำจัดศัตรูพืชของสหภาพยุโรป จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารที่ต้องเผชิญข้อกำหนดด้านสารตกค้างที่เข้มงวดมากขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกระบวนการผลิต ลดการใช้สารเคมี พร้อมทั้งสร้างภาระต้นทุนส่วนเพิ่มจากการปรับเปลี่ยนสารกำจัดศัตรูพืชและการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการขั้นสูง ในระยะต่อไป หากภาคเกษตรของไทยสามารถปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดดังกล่าวได้ เกณฑ์มาตรฐานนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สินค้าเกษตรไทยสามารถรักษาการเข้าถึงตลาดและสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ควบคู่ไปกับการยกระดับสุขอนามัยและฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

 

อ้างอิง:

https://www.euractiv.com/news/imported-food-faces-new-limits-on-bee-harming-pesticides/?utm_source=euractiv&utm_medium=newsletter&utm_content=Zone+3&utm_term=0-0&utm_campaign=PRO_Agrifood

https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32023R0334

https://www.ditp.go.th/post/l34vjdbpx7ily2t0h1mdk9tn#

https://www.moac.go.th/foreignagri-news-files-451291791098

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ