อียูบรรลุข้อตกลงมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กฉบับใหม่ พร้อมปรับเพิ่มภาษีนำเข้านอกโควตาเป็นร้อยละ 50

วันที่นำเข้าข้อมูล 19 มิ.ย. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 19 มิ.ย. 2569

| 127 view

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 สภายุโรป (European Parliament) และคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (The Council of the European Union) ได้บรรลุข้อตกลงทางการเมืองเกี่ยวกับมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อรับมือกำลังการผลิตส่วนเกินทั่วโลกที่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในอียู โดยมีสาระสำคัญ คือ การเพิ่มอัตราภาษีศุลกากรนำเข้านอกโควตาขึ้นเป็นร้อยละ 50 และลดปริมาณการนำเข้าแบบปลอดภาษีลงร้อยละ 47หรือจำกัดไว้ที่ 18.3 ล้านตันต่อปี มาตรการดังกล่าวจะนำมาใช้บังคับแทนมาตรการปกป้องการนำเข้าเหล็ก (Steel Safeguard Measure) ฉบับเดิม ซึ่งกำหนดอัตราภาษีไว้ที่ร้อยละ 25 สำหรับเหล็กที่เกินโควตาและมีกำหนดที่จะสิ้นสุดการบังคับใช้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569

 

สาระสำคัญของมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กฉบับใหม่

สำหรับสาระสำคัญของมาตรการใหม่นี้ ประกอบด้วยกลไกหลักดังนี้:

  1. การปรับขึ้นภาษีและควบคุมปริมาณการนำเข้า: เพิ่มอัตราภาษีนำเข้าเหล็กเป็นร้อยละ50 (จากเดิมร้อยละ 25) และลดปริมาณการนำเข้าที่ได้รับยกเว้นภาษี (Tariff-free Quotas) ลงร้อยละ 47หรือจำกัดไว้ที่ 3 ล้านตันต่อปี
  2. การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): ยกระดับความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับโดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องสำแดงหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของเหล็กให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการหลอม (Melt) ไปจนถึงการเทขึ้นรูป (Pour)
  3. ขอบเขตการบังคับใช้และข้อยกเว้น: มาตรการใหม่นี้จะใช้บังคับกับผลิตภัณฑ์เหล็กนำเข้าจากทุกประเทศ ยกเว้นประเทศสมาชิกเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ได้แก่ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ และนอร์เวย์ ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจากประเทศ EEA ยังคงต้องแสดงหลักฐานแหล่งกำเนิดตามเกณฑ์ “Melt and Pour” เช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตจากประเทศ non-EU ใช้กลุ่มประเทศ EEA ที่ได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าวเป็นทางผ่านในการเลี่ยงภาษี

 

ความสอดคล้องของมาตรการกับกฎเกณฑ์ WTO และพันธกรณีภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA)

ในส่วนของความสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของ WTO และโอกาสในการตอบโต้จากประเทศที่สามนั้น ประเทศสมาชิก WTO สามารถดำเนินมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมาย อาทิ การปรับเพิ่มพันธกรณีทางภาษี โดยต้องปฏิบัติตามขั้นตอนภายใต้มาตรา 28 ของความตกลง GATT ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศคู่ค้ามีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือดำเนินมาตรการตอบโต้ตามขอบเขตและเงื่อนไขที่กำหนด ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและรัฐบาลประเทศ non-EU แสดงทัศนะต่อข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งพบว่าหลายประเทศยอมรับในเหตุผลความจำเป็นของการแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน โดยหลายประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวก็มีการใช้มาตรการทางการค้าเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศของตนเช่นกัน

ทั้งนี้ สหภาพยุโรปมีแนวทางบังคับใช้มาตรการดังกล่าวอย่างครอบคลุมรวมถึงกลุ่มพันธมิตรภายใต้ความตกลงการค้าเสรีด้วย เนื่องจากปริมาณการนำเข้าจากกลุ่มประเทศคู่สัญญา FTA คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 2 ใน 3 ของการนำเข้าทั้งหมด ซึ่งหากมีการยกเว้นจะส่งผลให้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กในครั้งนี้ขาดประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปจะยังคงเปิดการหารือกับคู่ค้าเพื่ออธิบายถึงผลกระทบและเน้นย้ำถึงความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ในการสร้างสมดุลให้กับตลาดเหล็กโลก เพื่อรักษาความยั่งยืนของอุตสาหกรรมเหล็กต่อไป

 

นัยสำคัญและผลกระทบต่อประเทศไทย

มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าของไทย (ประเทศไทยส่งออกเหล็กและเหล็กกล้าไปยังตลาดอียู มูลค่ารวมกว่า 351 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 7.2 ของการส่งออกเหล็กไทย) โดยเฉพาะจากการจำกัดโควตานำเข้าปลอดภาษีที่ลดลงร้อยละ 47 และภาษีนำเข้านอกโควตาที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 50 ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอียู นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจต้องเผชิญภาระด้านการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดสินค้าให้สอดคล้องกับเกณฑ์ “Melt and Pour” รวมถึงความเสี่ยงทางอ้อมจากการเบี่ยงเบนทางการค้า หากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่อื่นหันมาส่งออกสินค้าเหล็กมายังตลาดอาเซียนและไทยมากขึ้น

 

แนวทางการรับมือและการปรับตัวของไทย

ไทยควรมุ่งรับมือในเชิงตลาดสินค้าและเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยภาครัฐควรเร่งประเมินว่า สินค้าเหล็กประเภทใดของไทยมีความเสี่ยงสูงจากการส่งออกไปยังอียูได้น้อยลง และจัดทำมาตรการรองรับเฉพาะกลุ่มสินค้าและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ควบคู่กับการส่งเสริมการขยายตลาดส่งออกใหม่ และการเพิ่มการใช้เหล็กภายในประเทศในโครงการที่เหมาะสม เพื่อชดเชยความต้องการจากตลาดอียูที่อาจลดลง นอกจากนี้ ไทยควรผลิตเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนต่ำ และจัดตั้งกลไกติดตามสถานการณ์ตลาดเหล็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสินค้าเหล็กต่างประเทศที่อาจไหลเข้าสู่ตลาดไทยและอาเซียนมากขึ้นจากการเบี่ยงเบนทางการค้า และหากพบว่าการนำเข้าดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศ ควรพิจารณามาตรการป้องกันทางการค้าที่เหมาะสมและทันเวลา เพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมเหล็กไทยและลดผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

ขั้นตอนการดำเนินงานในระยะต่อไป

ภายหลังจากการบรรลุข้อตกลงทางการเมือง ข้อเสนอฉบับนี้จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อรับรองอย่างเป็นทางการโดยสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปในโอกาสแรกเพื่อให้มาตรการมีผลบังคับใช้ได้ทันในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569

 

-

อ้างอิง:

https://www.europarl.europa.eu/news/en/press-room/20260413IPR40607/new-measures-to-protect-eu-steel-market-from-global-overcapacity

https://www.euractiv.com/news/eu-agrees-to-double-tariffs-on-foreign-steel/

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_26_803

https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/qanda_25_2294

เอกสารประกอบ