วันที่นำเข้าข้อมูล 13 พ.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 13 พ.ค. 2569
นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2026 ที่ผ่านมา สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารรวมถึงกลุ่มผู้นำของอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธจนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่สำคัญของโลก โดยสถานการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะกับกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอกเป็นหลัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะราคาก๊าซธรรมชาติของสหภาพยุโรปเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 70 และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 60 ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในการจัดหาพลังงานของภูมิภาค
ความท้าทายต่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของสหภาพยุโรป
ด้วยเหตุวิกฤตต้นทุนด้านพลังงานและภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ส่งผลให้แผนการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 ของสหภาพยุโรป ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากรัฐสมาชิกหันมาให้ความสำคัญกับความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ โดยบางประเทศเริ่มพิจารณาการกลับไปใช้พลังงานถ่านหินเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยนาง Katherina Reiche รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศเยอรมนี เสนอให้ประเทศสมาชิกทั้ง 27 ประเทศพิจารณาผ่อนปรนกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และเสนอให้กลับไปใช้พลังงานถ่านหินชั่วคราวเพื่อชดเชยการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติและลดภาระค่าไฟฟ้า ขณะที่รัฐบาลอิตาลีประกาศเลื่อนแผนการยกเลิกใช้ถ่านหินออกไปเป็นปี ค.ศ. 2038 เพื่อใช้เป็นมาตรการสำรองป้องกันวิกฤตขาดแคลนก๊าซธรรมชาติและราคาพลังงานที่ผันผวน
อย่างไรก็ตาม นาย Luca Bergamaschi ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมECCO มองว่าการกลับมาใช้พลังงานถ่านหินทำได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากโรงไฟฟ้าส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมจากการระงับใช้งานมาเป็นเวลานาน การจะกลับมาใช้ใหม่จึงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณในการบูรณะทางเทคนิคที่สูง ตลอดจนขั้นตอนทางกฎหมายและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน ด้วยเหตุนี้ ความพยายามในการฟื้นฟูการใช้ถ่านหินจึงถูกมองว่าเป็นเพียงมาตรการสำรองในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น มิใช่ทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาว
สหภาพยุโรปยังคงยึดมั่นในแผนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ท่ามกลางสภาวะวิกฤตดังกล่าวคณะกรรมาธิการยุโรปยังคงยืนยันที่จะรักษาแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green transition) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากภายนอกอย่างยั่งยืน นาย Dan Jorgensen กรรมาธิการยุโรปด้านพลังงาน เน้นย้ำว่า การเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและการปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า (power grid) คือ หนทางเดียวที่จะปกป้องเศรษฐกิจของยุโรปได้อย่างยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2026 ได้ผลักดันให้สภายุโรปเร่งอนุมัติแผนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการส่ง-จ่ายพลังงานและลดการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในระบบ ซึ่งทัศนะดังกล่าวสอดคล้องกับความเห็นของนาย Simone Tagliapietra นักวิชาการอาวุโสจากสถาบัน Bruegel ที่เสนอว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตอกย้ำให้ยุโรปต้องเร่งขยายสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองภายในประเทศ เพื่อเป็นเกราะป้องกันแรงกระแทกจากวิกฤตการณ์ภายนอกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
จากกรณีศึกษาของสเปนและโปรตุเกสที่ได้รับการยกย่องให้เป็นตัวอย่าง ได้แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนระยะยาวของการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนในเชิงความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการพึ่งพาพลังงานลม แสงอาทิตย์ และพลังน้ำในสัดส่วนสูง ทำให้ทั้งสองประเทศมีเสถียรภาพในการบริหารจัดการอุปทานพลังงานมากกว่าประเทศสมาชิกอื่น ๆ ทั้งนี้ แม้ทั้งสองประเทศยังคงมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก แต่การมีพลังงานสะอาดในสัดส่วนที่สูงช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม สถานการณ์ดังกล่าวจึงยิ่งตอกย้ำแนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรปในการผลักดันให้รัฐสมาชิกเร่งขยายสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเดินหน้ากระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าแม้สหภาพยุโรปจะเผชิญกับแรงกดดันจากวิกฤตต้นทุนพลังงานและภาวะเงินเฟ้อจนเกิดแนวคิดการหวนกลับไปใช้ถ่านหินชั่วคราว แต่ทิศทางในอนาคตยังคงมุ่งเน้นไปที่การสร้างความยั่งยืนแก่สิ่งแวดล้อม ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว โดยในระยะต่อไป คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมเผยแพร่แผนความมั่นคงทางพลังงานฉบับปรับปรุง (Revised energy security plan) และแผนปฏิบัติการด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification action plan) เพื่อเร่งรัดกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและลดความเปราะบางต่อความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณว่าความมั่นคงทางพลังงานที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้จากการลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกและเดินหน้าสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
อ้างอิง:
https://www.euronews.com/my-europe/2026/04/02/will-the-iran-war-threaten-the-eus-green-transition
รูปภาพประกอบ