วันที่นำเข้าข้อมูล 3 มี.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 3 มี.ค. 2569
ประเด็นสำคัญจากบทความ
1. การเพิ่มความต้านทานให้กับแหล่งน้ำและการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระที่รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิกอียูให้ความสำคัญ
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิกอียูได้ร่วมหารือกันที่กรุงนิโคเซีย สาธารณรัฐไซปรัสโดยเห็นพ้องกันว่า ประเด็นการเพิ่มความต้านทานให้กับแหล่งน้ำให้มีความต้านทานและการเตรียมความพร้อมในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของอียูในระยะยาว ท่ามกลางการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้วและการขาดแคลนแหล่งน้ำ คณะกรรมาธิการยุโรปจะมุ่งเน้นการบูรณาการนโยบายการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมและการพึ่งพาตนเองอย่างมียุทธศาสตร์ของภูมิภาค พร้อมเตือนว่าต้นทุนจากการเพิกเฉยไม่กระทำการใด ๆ อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายสะสมจากอุทกภัยและภัยแล้งรุนแรงคิดเป็นมูลค่าหลายล้านล้านยูโรภายในปี ค.ศ. 2100 ซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงกว่าการลงทุนเพื่อการปรับตัวในปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ
ภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานคณะมนตรีแห่งอียูของไซปรัสระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน 2569 ได้ประกาศสนับสนุนการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การเน้นการส่งเสริมความต้านทานด้านสภาพภูมิอากาศเชิงรุกบนพื้นฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การสร้างแบบจำลองขั้นสูง การวางแผนแบบบูรณาการ และการมองการณ์ไกลระยะ 50 ปี โดยที่ประชุมมุ่งเน้นไปที่ 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ (1) กรอบความร่วมมืออียูเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (คาดว่าจะเสนอในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569) (2) ยุทธศาสตร์อียูด้านการเพิ่มความต้านทานให้กับแหล่งน้ำ (เผยแพร่แล้ว) และ (3) กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (คาดว่าจะเสนอในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ประชุมรัฐมนตรีจะเห็นพ้องในหลักการข้างต้น แต่ก็ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นของความสอดคล้องเชิงนโยบายและแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ ในประเด็นนี้ นาง Jessika Roswall กรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อมฯ ได้เสนอให้ใช้กองทุนความเป็นเอกภาพ (Cohesion Policy Funds) เพื่อสนับสนุนการเพิ่มความต้านทานให้กับแหล่งน้ำ และเงินทุนใหม่มูลค่า 15,000 ล้านยูโรจากธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (European Investment Bank: EIB) ที่จัดสรรเฉพาะสำหรับการจัดการแหล่งน้ำโดยตรง
2. กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน: เครื่องมือทางกฎหมายที่สำคัญ
กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Act) ฉบับใหม่ของอียู จะยกระดับแนวคิดการหมุนเวียนทรัพยากร (circularity) จากมิติด้านด้านสิ่งแวดล้อมสู่การเป็นเสาหลักของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสหภาพยุโรป โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อลดอุปสรรคเชิงโครงสร้างภายในตลาดเดียว (single market) และจัดตั้งตลาดร่วมสำหรับวัสดุเหลือใช้ วัสดุรีไซเคิล และวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ (secondary material) เพื่อทดแทนการใช้วัตถุดิบปฐมภูมิในอุตสาหกรรมการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในปัจจุบัน วัตถุดิบทุติยภูมิมีมูลค่าต่ำที่สุดในวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยกิจกรรมอื่น ๆ อาทิ การผลิตใหม่ (remanufacturing) การใช้ซ้ำ (reuse) เช่น การนำเหล็กโครงสร้างในอาคารกลับมาใช้ใหม่ การแลกเปลี่ยนวัตถุดิบระหว่างโรงงานอุตสาหกรรม (industrial symbiosis) และการออกแบบเพื่อความทนทาน สามารถทำกำไรได้มากกว่า การเพิ่มการใช้งานวัตถุดิบทุติยภูมิจึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจขนานใหญ่ ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปมองว่า การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทุติยภูมิเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลกซึ่งมีความเปราะบาง
ในทางปฏิบัติ กฎหมายฉบับนี้จะเสนอแนวทางสนับสนุนภาครีไซเคิลพลาสติกของยุโรป ซึ่งปัจจุบันเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงและการแข่งขันจากการนำเข้าพลาสติกบริสุทธิ์ราคาถูก โดยเป้าหมายหลัก คือ การทำให้การแข่งขันมีความเท่าเทียมและเป็นธรรม พร้อมทั้งกระตุ้นอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์หมุนเวียนในตลาด ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การออกแบบนโยบายเพื่อให้สามารถลดต้นทุนของพลาสติกรีไซเคิลได้จริง แทนการเพิ่มต้นทุนการนำเข้าพลาสติกบริสุทธิ์เท่านั้น นอกจากนี้ กฎหมายจะรวมถึงการจัดตั้งศูนย์กลางการหมุนเวียนในภูมิภาค (Trans-Regional Circularity Hubs) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือข้ามพรมแดนและระดมการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งภาครัฐและเอกชนในยุโรป
3. การปรับท่าทีของอียูที่ปฏิบัติได้จริงมากขึ้นในการเจรจาระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศ
ในการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล อียูเผชิญความท้าทายในการกำหนดทิศทางการเจรจาซึ่งส่งผลให้รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิกอียูเริ่มพิจารณาปรับเปลี่ยนแนวทางที่เน้นการตั้งเป้าหมายทางด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ไปสู่การทูตที่เน้นการปฏิบัติได้จริงและเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น แม้ว่าอียูยังคงผลักดันประเด็นเงินทุนสนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศและการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ด้วยสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงร้อยละ 6 ของโลก ทำให้อียูมีอิทธิพลในการโน้มน้าวประเทศอื่นลดลง โดยเฉพาะในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศลดลง
เมื่อคำนึงถึงบทบาทของอียูที่ลดลงดังกล่าว ที่ประชุมรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมฯ โดยไซปรัส จึงผลักดันให้กำหนดท่าทีของอียูต่อการประชุม COP ในระยะยาวแบบต่อเนื่องหลายปี (multi-year approach) บนพื้นฐานของการสร้างแนวร่วมที่เข้มแข็งและการใช้เครื่องมือนโยบายต่างประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการค้า การเงิน และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยภายในอียูจะเชื่อมโยงการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศกับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพึ่งพาตนเองอย่างมียุทธศาสตร์ ผ่านการจัดทำแผนการเพิ่มความต้านทานด้านสภาพภูมิอากาศของอียู (European Resilience Plan) ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อประสานความพยายามเหล่านี้อย่างเป็นระบบ
แนวทางดังกล่าวได้รับการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญจากนาย Jochen Flasbarth ผู้ช่วยรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเยอรมนี ซึ่งเห็นว่า อียูจำเป็นต้องมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมในเวทีระหว่างประเทศ โดยต้องปรับบทบาทจากการเป็น “ผู้นำเชิงศีลธรรม” ไปสู่การเป็น “นักเจรจาเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อโน้มน้าวประเทศ อื่น ๆ ทั่วโลกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่าร้อยละ 94 ให้ลดการปล่อยก๊าซฯ ลง
4. บทสรุป
การประชุมรัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของประเทศสมาชิกอียูครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยหนึ่งในวาระที่จะหารือกัน คือ แนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนภายหลังปี ค.ศ. 2030 นอกจากนี้ การที่อียูจะเสนอแผนการเพิ่มความต้านทานด้านสภาพภูมิอากาศของอียูในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 และร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนฉบับใหม่ (Circular Economy Act) ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 ถือเป็นโอกาสของคณะกรรมาธิการยุโรปที่จะปรับแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศให้เน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา
อ้างอิง: Forefront. A ‘results-oriented’ EU climate policy: key takeaways from Cyprus.