1 ปี Turnberry Deal: เมื่อความตึงเครียดการค้าอียู-สหรัฐฯ ยังไม่สิ้นสุด

วันที่นำเข้าข้อมูล 14 ส.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 14 ส.ค. 2569

| 37 view

ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอียูและสหรัฐฯ นับเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก และมีบทบาทต่อทิศทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศในวงกว้าง ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 1 ปีนับตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลง Turnberry แต่ยังมีปัจจัยหลายประการโดยเฉพาะจากฝ่ายสหรัฐฯ ที่ทำให้ความสัมพันธ์ยังคงไม่แน่นอนและคาดการณ์ได้ยาก บทความนี้จึงขอนำเสนอสาระสำคัญของข้อตกลง ความคืบหน้าในการดำเนินการ ตลอดจนประเด็นท้าทายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนภาพความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างอียูและสหรัฐฯ ที่ยังคงมีพลวัตอย่างต่อเนื่อง

 

1. ข้อตกลงการค้าอียูสหรัฐฯ Turnberry Deal”

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 อียูและสหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงด้านภาษีศุลกากรและการค้าระหว่างกัน หรือ “Turnberry Deal” และได้ออกแถลงการณ์ร่วม[1] (Joint Statement) ซึ่งกำหนดรายละเอียดความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองฝ่ายผ่านพันธกรณีสำคัญหลายด้าน โดยพันธกรณีหลักของฝ่ายอียู ได้แก่ การยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมดจากสหรัฐฯ และการให้สิทธิพิเศษในการเข้าสู่ตลาด (preferential access) แก่อาหารทะเลและสินค้าเกษตรบางรายการของสหรัฐฯ ตลอดจนการสั่งซื้อสินค้ายุทธศาสตร์จากสหรัฐฯ อีกจำนวนหนึ่ง ด้านฝ่ายสหรัฐฯ ให้คำมั่นกำหนดเพดานภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าส่วนใหญ่จากอียูไม่เกินร้อยละ 15 นอกจากนี้ ข้อตกลงยังครอบคลุมอื่น ๆ ตั้งแต่พลังงาน การลงทุน รวมถึงการลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีและประเด็นด้านกฎระเบียบ ฯลฯ รวมทั้งสิ้น 19 ข้อ

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 สภายุโรปได้ให้ความเห็นชอบต่อ Turnberry Deal โดยเพิ่ม (1) บทบัญญัติการระงับสิทธิพิเศษ (suspension clause) และ (2) กลไกปกป้องทางการค้า (safeguard mechanism) โดยสองกลไกนี้จะช่วยให้อียูสามารถตอบโต้ได้กรณีที่สหรัฐฯ มีการละเมิดข้อตกลงและมีปริมาณการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เกินกว่าที่กำหนด ในส่วนของฝ่ายสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนฐานทางกฎหมายในการดำเนินมาตรการภาษีจาก Section 122 ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 มาเป็น Section 301 โดยอาศัยผลการไต่สวนกรณีแรงงานบังคับ ทั้งนี้ ยังคงรักษาอัตราภาษีสำหรับสินค้าจากอียูให้อยู่ภายในเพดานร้อยละ 15 ตามข้อตกลง Turnberry อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการไต่สวนตาม Section 301 ในประเด็นอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อระดับภาษีในระยะต่อไปได้

 

2. การดำเนินการตามข้อตกลง: ความคืบหน้าและประเด็นคงค้าง

ปัจจุบัน อียูและสหรัฐฯ ได้ดำเนินการตามพันธกรณีภายใต้ Joint Statement แล้วเป็นส่วนใหญ่ โดยมีความคืบหน้าและประเด็นที่ยังต้องติดตาม ดังนี้

  • อียูได้ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากสหรัฐฯ และให้สิทธิพิเศษในการเข้าสู่ตลาดแก่สินค้าเกษตรและอาหารทะเลบางรายการ ในด้านสหรัฐฯ ได้ลดภาษีนำเข้ารถยนต์จากอียูจากร้อยละ 27.5 เหลือร้อยละ 15 และกำหนดอัตราภาษีสำหรับผลิตภัณฑ์ยา เซมิคอนดักเตอร์ และท่อนไม้ไว้ไม่เกินร้อยละ 15
  • สำหรับสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมการจัดทำแนวทาง ring-fencing เพื่อรับมือกับปัญหากำลังการผลิตเหล็กส่วนเกินในตลาดโลก ยังไม่ปรากฏความคืบหน้า อียูยังคงโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ลดอัตราภาษีร้อยละ 50 ที่เรียกเก็บอยู่ในปัจจุบัน และขยายรายการสินค้าที่ได้รับยกเว้นจากมาตรการภาษี ทั้งนี้ ในด้านคำมั่นในการซื้อก๊าซ LNG น้ำมัน และสินค้าพลังงานนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ วงเงิน 750 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ AI chips วงเงิน 40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนการลงทุนในสหรัฐฯ ของบริษัทอียูวงเงิน 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งระบุไว้ภายใต้ข้อตกลง ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าเช่นกัน

 

3. ความท้าทายของ Turnberry Deal

  • ประเด็นข้อกังวลต่อกฎระเบียบของอียู: สหรัฐฯ มีข้อกังวลต่อกฎระเบียบของอียูหลายประการ อาทิ CSDDD, EUDR, CBAM, กฎระเบียบว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซมีเทน ตลอดจนมาตรฐานยานยนต์และกฎระเบียบด้านความปลอดภัยอาหาร ต่อประเด็นนี้ อียูได้ดำเนินการปรับลดข้อกำหนดที่เป็นอุปสรรคทางการค้าไปแล้วหลายประการผ่านชุดมาตรการลดความซับซ้อนของกฎระเบียบ (Omnibus Packages) อย่างไรก็ดี ทางสหรัฐฯ เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ และยังมีข้อกังวลต่อกฎหมายใหม่ของอียู โดยเฉพาะกฎหมาย IAA และแผนทบทวนกฎระเบียบด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งอาจจำกัดการเข้าถึงมาตรการสนับสนุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของสินค้าสหรัฐฯ
  • ประเด็นกฎระเบียบด้านดิจิทัล: ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญระหว่างสองฝ่าย โดยเฉพาะ Digital Markets Act และ Digital Services Act ซึ่งอียูถือเป็นประเด็นที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ (red line) จึงไม่ได้รวมอยู่ในประเด็นที่อียูตกลงจะปรับแก้ภายใต้ข้อตกลงTurnberry นอกจากนี้ ข้อเสนอกฎหมายใหม่ของอียู Cloud and AI Development Act (CADA) ยังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสหรัฐฯ ว่าอาจเปิดทางให้อียูใช้ข้อพิจารณาด้านภูมิรัฐศาสตร์หรือปัจจัยอื่นในการจำกัดการให้บริการของบริษัทจากสหรัฐฯ
  • ประเด็นการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ยา: สหรัฐฯ ได้เปิดการไต่สวนตาม Section 301 เพื่อพิจารณาว่านโยบายการกำหนดราคายานวัตกรรมของเยอรมนีเป็นภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่ โดยต้องการให้เยอรมนียอมรับข้อตกลงในลักษณะเดียวกับสหราชอาณาจักร ซึ่งสหราชอาณาจักรได้ยืนยันว่าจะเพิ่มงบประมาณสำหรับการคิดค้นยาใหม่ ๆ เพื่อแลกกับการยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอาจเผชิญการไต่สวนและแรงกดดันให้ปรับเปลี่ยนระบบการกำหนดราคายาในลักษณะเดียวกัน

 

4. บทสรุป

หนึ่งปีหลังการบรรลุข้อตกลง Turnberry อียูและสหรัฐฯ ได้ดำเนินการตามพันธกรณีหลักเป็นส่วนใหญ่แล้ว อย่างไรก็ดี ยังมีหลายปัจจัยที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการค้าระหว่างสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎระเบียบของอียู การไต่สวนตาม Section 301 ของสหรัฐฯ ในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม และหากผลการไต่สวนที่ยังดำเนินอยู่ส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้ารวมสูงกว่าเพดานร้อยละ 15 ตามที่ตกลงกันไว้ อียูอาจพิจารณาใช้ suspension clause ซึ่งอาจนำความไม่แน่นอนกลับมาสู่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองฝ่ายอีกครั้ง

 

-

อ้างอิง:

Forefront “One year after Turnberry, tensions remain”

 

 

[1] Joint Statement on a United States-European Union framework on an agreement on reciprocal, fair and balanced trade

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ