สถานเอกอัครราชทูตฯ ร่วมมือกับ EEC ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจ BCG ในไทย

สถานเอกอัครราชทูตฯ ร่วมมือกับ EEC ส่งเสริมการลงทุนธุรกิจ BCG ในไทย

วันที่นำเข้าข้อมูล 26 มี.ค. 2569

วันที่ปรับปรุงข้อมูล 26 มี.ค. 2569

| 6 view
ระหว่างวันที่ 23-24 มีนาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตฯ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เดินหน้าความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับภาคธุรกิจเบลเยียม พร้อมรับการลงทุนจากเบลเยียมในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมสีเขียวและการจัดการของเสีย ในพื้นที่ EEC ขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green Economy (BCG)
 
เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EECO) จัดงานสัมมนาธุรกิจไทย-เบลเยียม “ Thai-Belgian Business Partnerships on the Bio-Circular-Green Economy in Thailand’s Eastern Economic Corridor (EEC)” ณ Press Club Brussels Europe นำเสนอศักยภาพของพื้นที่ EEC เป็นฐานการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เน้นการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เบลเยียมเชี่ยวชาญ อาทิ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมีชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีรีไซเคิล และพลังงานสะอาด โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 40 คน จากภาคเอกชนและองค์กรชั้นนำของเบลเยียมและนานาชาติ อาทิ Solvay, Umicore, Bio Base Europe Pilot Plant, J-TEC Material Handling NV, UBI Business School ฯลฯ
 
นางกาญจนา ภัทรโชค เอกอัครราชทูตฯ กล่าวเปิดงาน ย้ำถึงความผันผวนด้านพลังงานและราคาสินค้าในปัจจุบัน อันเป็นผลมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ไทยจึงควรต้องหันมาพิจารณาจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง จุดแข็งที่สำคัญคือการที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตทางการเกษตรและเป็นครัวของโลก จึงควรตัองใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG ยกระดับสินค้าเกษตรให้มีมูลค่าสูงมากขึ้น โดยเบลเยียมมีจุดแข็งในด้านเทคโนโลยีและไบโอเทค จึงสามารถมาเป็นหุ้นส่วนกับไทยลงทุนใน EEC
 
ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ และนางชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ EEC ได้กล่าวนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์การลงทุนในพื้นที่ EEC และมาตรการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อม ระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเอื้อต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทต่างชาติในพื้นที่ EEC โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรม BCG ไทยและเบลเยียมมีจุดแข็งที่เกื้อหนุนกันอย่างชัดเจนในอุตสาหกรรม BCG โดยไทยมีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบทางการเกษตรขนาดใหญ่ ฐานการผลิตอาหารและปิโตรเคมี และทำเลเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ขณะที่เบลเยียมมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ โลจิสติกส์ นวัตกรรม และเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับสูง ทั้งสองฝ่ายจึงมีศักยภาพในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันได้ โดยเฉพาะในสาขาเกษตรอัจฉริยะ เคมีชีวภาพ พลังงานสะอาด (รวมถึงไฮโดรเจน) และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกพร้อมเป็นแพลตฟอร์มรองรับการลงทุนและความร่วมมือดังกล่าว
 
นาย Massimo Fedeli, GBU Peroxides Industrial Operations and Innovation Director, Solvay ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัทในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยซึ่ง Solvay เริ่มธุรกิจในกลุ่มเคมีภัณฑ์ขั้นสูงในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 โดยโรงงานผลิตไฮโดรเจนเปอร์ออกไซต์ที่ใช้เทคโนโลยี HPPO ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด จังหวัดระยอง ถือเป็นโรงงานขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง
 
นอกจากนี้ คณะผู้แทน EEC พร้อมด้วยข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตฯ และทีมประเทศไทย ยังได้พบหารือกับผู้บริหารของบริษัทของเบลเยียมที่ได้ไปลงทุนในไทยแล้ว อาทิ บริษัท Solvay ผู้นำด้านเคมีภัณฑ์ขั้นสูง และบริษัท Umicore วัสดุพลังงานสะอาด ในด้านแบตเตอรี่ EV และรีไซเคิลโลหะ
 
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 คณะได้พบหารือกับผู้บริหารและเยี่ยมชมกิจการของบริษัท Air Liquide ที่สำนักงานของบริษัทฯ ในเมืองอันต์เวิร์ป โดยได้รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับความร่วมมือกับประเทศไทยในด้านพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวและการกักเก็บคาร์บอน เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

รูปภาพประกอบ

รูปภาพประกอบ