วันที่นำเข้าข้อมูล 3 มี.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 3 มี.ค. 2569
สรุปประเด็นสำคัญจากบทความ
1) ความตกลงการค้าเสรีอียู-อินเดียค่อนข้างราบรื่น
การประกาศบรรลุการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอียู-อินเดียเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์น้อยกว่ากรณีของความตกลงการค้าเสรีอียู-Mercosur อย่างเห็นได้ชัด โดยมีเหตุผลสำคัญ คือ บริบทหลังจากการชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้อียูตระหนักถึงความจำเป็นในการลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้ การเจรจาระหว่างอียูกับอินเดียหยุดชะงักเนื่องจากข้อเรียกร้องของอียูในประเด็นสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแรงงาน อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนแปลง ประเด็นเหล่านี้มีบทบาทลดลง ส่งผลให้ความตกลงมีลักษณะที่เป็นข้อตกลงโครงร่าง (Skeleton Agreement) ที่มุ่งเน้นการเปิดตลาดและฟื้นฟูตลาดส่งออกเป็นหลัก ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ในช่วงก่อนการขึ้นมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หรือก่อนการจัดทำรายงาน Draghi ของคณะกรรมธิการยุโรปที่เน้นให้เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอียู
คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่า ความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าอื่น อาทิ Mercosur และอินเดีย อาจช่วยชดเชยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ที่ลดลงได้ถึงร้อยละ 75 ขณะที่การวิเคราะห์ขององค์กรคลังสมองด้านเศรษฐกิจ Bruegel ชี้ว่าการกระจายตลาดช่วยบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ได้จริง แม้การส่งออกของอียูไปยังสหรัฐฯ จะลดลงหลังจากการเร่งส่งออกในเดือนมีนาคม 2568 (front loading) แต่การส่งออกโดยรวมของอียูยังคงเติบโตเมื่อเทียบรายปี เนื่องจากการส่งออกไปยังสหราชอาณาจักร นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี และประเทศอื่น ๆ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความตกลงการค้าเสรีอียู-อินเดียราบรื่น คือ ความตกลงนี้ไม่ได้ครอบคลุมสินค้าเกษตรอ่อนไหวสูง เช่น เนื้อวัว น้ำตาล และข้าว โดยสินค้าอาหารและเครื่องดื่มเป็นประเภทเดียวที่มีการเปิดตลาดซึ่งเป็นสินค้าที่อียูได้เปรียบสูง โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยภาษีนำเข้าไวน์ เบียร์ และสุรา ไปยังอินเดียจะลดลงจากร้อยละ 150 เหลือประมาณร้อยละ 20–40 ในช่วง 6 เดือนต่อจากนี้ ความตกลงดังกล่าวจะเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาทางกฎหมายและการแปลเป็นภาษาทางการทั้ง 24 ภาษา ก่อนเข้าสู่การลงมติของสภายุโรปซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 เป็นต้นไป
2) อนาคตของความตกลงการค้าเสรีอียู–Mercosur ยังไม่แน่นอน
แม้บริบทภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้การค้าเสรีมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นสำหรับอียู แต่การรวมสินค้าเกษตรอ่อนไหวสูงในการเปิดตลาดในความตกลงอียู–Mercosur ทำให้กระบวนการให้ความเห็นชอบต่อความตกลงดังกล่าวยังเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยในเดือนมกราคม 2569 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้ให้ความเห็นชอบความตกลงฯ เปิดทางให้ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปเดินทางไปยังประเทศปารากวัยเพื่อลงนามความตกลง อย่างไรก็ตาม ในขั้นการให้ความเห็นชอบโดยสภายุโรปยังคงเป็นปัญหา โดยสภายุโรปได้มีมติส่งเรื่องไปยังศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปเพื่อให้พิจารณา ซึ่งอาจทำให้การให้ความเห็นชอบความตกลงฯ ล่าช้าออกไปอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี
3) การบังคับใช้ไปพลางก่อน (Provisional Application) ของความตกลงการค้าเสรีอียู-Mercosur
บางประเทศสมาชิกอียู อาทิ เยอรมนี ได้เรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปพิจารณาบังคับใช้ความตกลงการค้าเสรีอียู-Mercosur ไปพลางก่อน เพื่อคลี่คลายภาวะชะงักงัน โดยการบังคับใช้ไปพลางก่อนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีแห่งอียูและการให้สัตยาบันจากอย่างน้อยหนึ่งประเทศสมาชิก Mercosur โดยมิต้องรอการให้ความเห็นชอบโดยสภายุโรป ทั้งนี้ การบังคับใช้ไปพลางก่อนจะครอบคลุมเฉพาะส่วนที่อยู่ในอำนาจเฉพาะของอียู (EU competence) เท่านั้น ส่วนที่มิใช่อำนาจเฉพาะของอียู เช่น การลงทุนและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จะไม่สามารถบังคับใช้ได้ อย่างไรก็ตาม แม้มีแนวโน้มว่าประเทศสมาชิก Mercosur อย่างน้อยหนึ่งประเทศจะให้สัตยาบัน แต่ยังไม่มีหลักประกันว่าคณะมนตรีแห่งอียูจะเห็นชอบต่อการบังคับใช้ชั่วคราว โดยบางประเทศสมาชิก เช่น อิตาลี หรือโรมาเนีย อาจไม่สนับสนุนแนวทางดังกล่าว เนื่องจากกังวลต่อผลกระทบและแรงกดดันจากภาคการเกษตร
ในกรณีที่ศาลยุติธรรมแห่งสหภาพยุโรปวินิจฉัยว่า บางส่วนของความตกลงไม่สอดคล้องกับกฎหมายสหภาพยุโรป ความตกลงการค้าเสรีอียู–Mercosur จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปโดยเฉพาะส่วนที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ส่วนที่ขัดต่อกฎหมายจะต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาแก้ไขใหม่
4) ยุโรปมุ่งสู่เอเชียและแปซิฟิก
โดยที่การเจรจาการค้าเสรีกับอินเดียเสร็จสิ้นแล้ว นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้กล่าวย้ำไว้ในสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือนมกราคม 2569 ว่า อียูจะให้ความสำคัญการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับฟิลิปปินส์ ไทย และมาเลเซียให้แล้วเสร็จต่อไป และเมื่อเสร็จสิ้น อียูจะพยายามฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอียู–ASEAN ต่อไป โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงหลังปี 2570 เป็นต้นไป ในขณะเดียวกัน อียูพยายามที่จะสรุปการเจรจากับออสเตรเลียด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ การเจรจากับออสเตรเลียประสบความล้มเหลวจากข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการนำเข้าเนื้อวัวและเนื้อแกะของออสเตรเลียมายังอียู ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการให้ความเห็นชอบของคณะมนตรีแห่งอียูและสภายุโรป ส่วนการเจรจาความตกลงการเสรีกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยังคงมีความท้าทาย เนื่องจากมีความเห็นต่างกันในประเด็นเรื่องการอุดหนุน รัฐวิสาหกิจ พลังงานและวัตถุดิบ การเปิดตลาด และการพัฒนาที่ยั่งยืน
บทสรุป
ภาคเกษตรกรรมยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางและความสำเร็จของความตกลงการค้าเสรีของสหภาพยุโรป ความตกลงการค้าเสรีในอนาคตกับออสเตรเลียและประเทศสมาชิกอาเซียนจะประสบความสำเร็จได้ ก็ต่อเมื่อตอบสนองต่อความอ่อนไหวของภาคการเกษตรภายในอียูได้อย่างเหมาะสมและสมดุล
อ้างอิง
Forefront, "Agriculture will make or break the EU's trade ambitions"