วันที่นำเข้าข้อมูล 7 มี.ค. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 7 มี.ค. 2569
การดำเนินการเพื่อจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป มีจุดเริ่มต้นจากการเจรจาในระดับภูมิภาคระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรป (ASEAN-EU FTA) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 (ค.ศ. 2007) อย่างไรก็ดี ภายหลังการเจรจารวม 7 ครั้ง ทั้งสองฝ่ายได้ประกาศหยุดพักการเจรจาเมื่อปี 2552 (ค.ศ. 2009) เนื่องจากความแตกต่างในระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของสมาชิกอาเซียนและข้อจำกัดด้านนโยบายระหว่างประเทศบางประการ สหภาพยุโรปจึงปรับแนวทางเป็นการเจรจาในระดับทวิภาคีกับสมาชิกอาเซียนที่พร้อมเจรจา 3 ประเทศแรก ได้แก่ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย และเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 (ค.ศ. 2009) ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้เห็นชอบอย่างเป็นทางการให้เปลี่ยนแนวทางการเจรจาเป็นแบบทวิภาคีกับประเทศสมาชิกอาเซียน 3 ประเทศดังกล่าว
ไทยและสหภาพยุโรป เริ่มเจรจา FTA ระหว่างกันครั้งแรกเมื่อปี 2556 (ค.ศ. 2013) อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองของไทยในช่วงนั้นทำให้การเจรจาหยุดชะงักไปเมื่อปี 2557 (ค.ศ. 2014) ซึ่งต่อมาภายหลังได้ประกาศฟื้นการเจรจาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 (ค.ศ. 2023) และมีการเจรจา FTA ไทยและสหภาพยุโรปรอบที่ 1 เมื่อวันที่ 18 – 22 กันยายน 2566 (ค.ศ. 2023) ณ กรุงบรัสเซลส์ โดยทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายที่จะสรุปผลการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็วภายในปี พ.ศ. 2568 (ปัจจุบันเลื่อนเป้าหมายเป็นปี 2569 (ค.ศ. 2026))
ในภาพรวม การเจรจา FTA ไทย – สหภาพยุโรปดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามความคาดหมายของทั้งสองฝ่าย โดยแบ่งกลุ่มเจรจาย่อยออกเป็น 20 กลุ่มตามประเด็นบทที่ครอบคลุมมิติต่าง ๆ
การเจรจารอบที่ 1 (18 – 22 กันยายน 2566 (ค.ศ. 2023) ณ กรุงบรัสเซลส์): การเจรจาเริ่มต้นด้วยการสร้างความเข้าใจพื้นฐานร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการชี้แจงจุดยืนเชิงนโยบายครอบคลุมทุกสาขาภายใต้ความตกลงในอนาคตผ่าน 20 กลุ่มย่อย คณะเจรจาได้ดำเนินการอ่านร่างความตกลงครั้งแรก (First Reading) ในประเด็นที่สหภาพยุโรปได้นำเสนอร่างล่วงหน้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงหลักการและกำหนดทิศทางในการนำเสนอร่างบทความเพิ่มเติมในส่วนที่เหลือต่อไป
การเจรจารอบที่ 2 (22 – 26 มกราคม 2567 (ค.ศ. 2024) ณ กรุงเทพมหานคร): ต่อยอดจากพลวัตเชิงบวกในรอบแรก คณะเจรจาได้เริ่มกระบวนการรวมร่างถ้อยคำในความตกลง (Text Consolidation) ในหลายหมวดสำคัญ อาทิ การค้าสินค้า มาตรการเยียวยาทางการค้า และการลงทุน โดยอาศัยร่างข้อเสนอของสหภาพยุโรปเป็นพื้นฐาน นอกจากนี้ยังมีการให้คำชี้แจงเพิ่มเติมในสาขาที่เป็นประเด็นอุบัติใหม่สำหรับประเทศไทย เช่น ระบบอาหารที่ยั่งยืน และพลังงานและวัตถุดิบ เพื่อปูทางสู่การเจรจาเชิงถ้อยคำในลำดับถัดไป
การเจรจารอบที่ 3 (17 – 21 มิถุนายน 2567 (ค.ศ. 2024) ณ กรุงบรัสเซลส์): การหารือได้ยกระดับเข้าสู่การเจรจาเชิงข้อความอย่างเต็มรูปแบบในทุกบทของความตกลง โดยมีความคืบหน้าอย่างเด่นชัดในบทมาตรการทางเทคนิค (TBT) และบทการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน (TSD) ทั้งนี้เริ่มมีความพยายามในการรวมร่างถ้อยคำในประเด็นการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ ขณะเดียวกันทั้งสองฝ่ายได้เริ่มพิจารณาแนวทางการเข้าสู่ตลาด (Market Access) อย่างค่อยเป็นค่อยไปควบคู่กับการจัดทำร่างถ้อยคำ
การเจรจารอบที่ 4 (25 – 29 พฤศจิกายน 2567 (ค.ศ. 2024) ณ กรุงเทพมหานคร): ในรอบนี้ความตกลงเริ่มเห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมโดยสามารถบรรลุข้อยุติในบทว่าด้วยแนวปฏิบัติด้านกฎระเบียบที่ดี (GRP) และความโปร่งใส (Transparency) นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในบทรัฐวิสาหกิจและการแข่งขัน รวมถึงประเด็นเรื่องเงินอุดหนุน ที่สำคัญมีการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับความคาดหวังในการยื่นข้อเสนอการเปิดตลาดเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการเจรจา
การเจรจารอบที่ 5 (31 มีนาคม – 4 เมษายน 2568 (ค.ศ. 2025) ณ กรุงบรัสเซลส์): พลวัตการเจรจายังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยบรรลุข้อยุติในหลักการในบทศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และบทระบบอาหารที่ยั่งยืน ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของความตกลงการค้าของไทย คณะเจรจายังสามารถหาข้อยุติเบื้องต้นในบางส่วนของบทการค้าบริการ และมีการหารือเชิงรุกเกี่ยวกับการเปิดเสรีภาษีศุลกากรสินค้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อเสนอการเปิดตลาดในระดับลึก
การเจรจารอบที่ 6 (23 – 27 มิถุนายน 2568 (ค.ศ. 2025) ณ กรุงเทพมหานคร): การเจรจารอบนี้ประสบความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงในหลักการเพิ่มเติมในบท TBT, TSD และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงหมวดบริการโทรคมนาคม ความก้าวหน้ายังครอบคลุมไปถึงการปรับถ้อยคำในบทการระงับข้อพิพาทและกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) ตลอดจนการรวบรวมถ้อยคำในประเด็นการค้าดิจิทัล ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญในยุคเศรษฐกิจสมัยใหม่
การเจรจารอบที่ 7 (29 กันยายน – 3 ตุลาคม 2568 (ค.ศ. 2025) ณ กรุงบรัสเซลส์): ภายใต้การนำของหัวหน้าคณะเจรจาทั้งสองฝ่าย สามารถสรุปเพิ่มเติมได้ในประเด็นการเคลื่อนย้ายเงินทุน และการจัดทำกฎระเบียบสำหรับบริการและการลงทุนสาขาการเงิน ในรอบนี้ สามารถสรุปได้แล้วจำนวนทั้งหมด 8 จาก 24 บท ส่วนการเจรจาเปิดตลาดการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนระหว่างกันมีความคืบหน้าเป็นลำดับ
การเจรจารอบที่ 8 (2 - 6 กุมภาพันธ์ 2569 (ค.ศ. 2026) ณ เชียงใหม่): เป็นการเจรจาต่อเนื่องจากรอบที่ผ่านมา ทั้งในระดับ working groups ของบทต่าง ๆ และการหารือในระดับหัวหน้าคณะเจรจา โดยสามารถสรุปเพิ่มได้ 3 จาก 24 บท ได้แก่ มาตรการเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies) ข้อยกเว้น (Exceptions) ถ้อยคำของบทการค้าสินค้า (Trade in Goods) ปัจจุบัน จึงสรุปได้แล้วทั้งหมด 11 จาก 24 บท ทั้งสองฝ่ายกำหนดที่จะเจรจารอบที่ 9 ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 (ค.ศ. 2026)
ความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมและขยายโอกาสด้านการค้าและการลงทุนอย่างรอบด้าน โดยครอบคลุมประเด็นที่สำคัญ อาทิ การเปิดตลาดสินค้าและบริการ การส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพ และการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างโดยภาครัฐ นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานกระบวนการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตลอดจนการขจัดอุปสรรคทางการค้าในยุคดิจิทัล พลังงาน และวัตถุดิบ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ มิติความยั่งยืนถือเป็นหัวใจสำคัญของความตกลงฉบับนี้ โดยมีการกำหนดกรอบกติกาที่ชัดเจนและ
มีสภาพบังคับในหมวดการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Trade and Sustainable Development: TSD) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทบทวนนโยบาย TSD ของคณะกรรมาธิการยุโรป เพื่อมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล และการขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศที่มี
ความทะเยอทะยาน เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนร่วมกัน
ความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป จะเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสากลและมีความยั่งยืน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การเพิ่มความมั่นคงของ supply chain ของทั้งสองฝ่าย โดยจะทำหน้าที่เป็นยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงท่ามกลางสภาวะความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์
มิติของประเทศไทย ความตกลงฉบับนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปทั้ง 27 ประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทยผ่านการลดภาษีนำเข้าและส่งออก เนื่องจากไทยไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี GSP จากสหภาพยุโรปตั้งแต่ปี 2558 (ค.ศ. 2015) การมี FTA จะช่วยดึงส่วนแบ่งการตลาดจากประเทศอื่นที่มีความตกลงกับสหภาพยุโรปอยู่ก่อนหน้า ตลอดจนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีภายใต้กรอบความตกลงฯ ซึ่งจะส่งผลเชิงบวกต่อสภาวะการลงทุนของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
มิติของสหภาพยุโรป: ความตกลงนี้เป็นกลไกสร้างบรรยากาศการแข่งขันที่เป็นธรรมสำหรับการค้าสินค้าและบริการของสหภาพยุโรปในตลาดไทย ควบคู่ไปกับการขยายพันธมิตรทางการค้าเพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดิมที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยยกระดับมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับค่านิยมของอียู ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความร่วมมือในอินโด-แปซิฟิก (EU Strategy for Cooperation in the Indo-Pacific) ในการขยายบทบาทและอิทธิพลของสหภาพยุโรปในภูมิภาคนี้